วันนี้อยากจะมาแชร์ประสบการณ์ การใช้ประกันสุขภาพผู้ป่วยนอกของตัวเอง ที่ได้สมัครไว้ ตั้งแต่ 4 ปีที่แล้วมาจนถึงตอนนี้ บางปีใช้คุ้มค่ามากเงินเบี้ยประกันที่จ่ายไป บางปีใช้แค่เพียง 1-2 ครั้ง แต่ก็ไม่เป็นไรเพราะไม่ได้อยากป่วยและไปหาหมอ การมีประกันสุขภาพไว้ก็อุ่นใจกว่าเพราะ เมื่อเกิดฉุกเฉินหรือไม่สบายขึ้นมาก็สบายใจที่ไม่ต้องมาเสียเงินเองทั้งหมด

หลายคนคงจะไม่ชอบถ้ามีประกันสุขภาพผู้ป่วยนอก (OPD) แล้วต้องมานั่งสำรองจ่ายทุกครั้งเมื่อไปหาหมอ เพราะใครๆ ก็อยากให้ทางโรงพยาบาลเรียกเก็บกับทางบริษัทเลยหรือเที่เรียกว่า แฟกซ์เคลม เลย แม้ว่าจะไม่ใช้เงินเยอะเท่าไหร่ ถ้าจะให้สำรองจ่ายก็ไม่ได้ติดปัญหาอะไร แต่ที่ปวดหัวคือต้องมาเตรียมเอกสารส่งให้บริษัท รอตรวจสอบ รอการเบิกจ่ายเอีก อาจจะใช้เวลา 1-2 อาทิตย์ บางครั้งเราก็อาจจะงานยุ่งจนไม่มีเวลานำเอกสารไปส่ง การเลือกประกันสุขภาพผู้ป้วยนอก (OPD) แบบไม่ต้องสำรองจ่าย (แฟกซ์เคลม) น่าจะเป็นสิ่งที่หลายๆ คนต้องการ

ข้อดีของแผนสุขภาพผู้ป่วยนอก (OPD) จากเมืองไทยประกันชีวิตคืออะไร ??

ประกันสุขภาพผู้ป่วยใน (IPD) และประกันสุขภาพผู้ป่วยนอก (OPD) ของเมืองไทยประกันชีวิตจะแยกกัน ไม่ได้มีเงื่อนไขว่าถ้าเลือกผู้ป่วยใน (IPD) ค่าห้องแผน 2,000 จะได้ ผู้ป่วยนอก (OPD) แค่ 500 บาทต่อครั้ง หรือถ้าอยากได้ ผู้ป่วยนอก(OPD) ที่สูงขึ้นจะต้องเลือกผู้ป่วยใน (IPD) สูงขึ้นทำให้ลูกค้ามีทางเลือกที่จำกัด แต่การแยกทั้งสองออกจากกันมีข้อดี คือทำให้ลูกค้าสามารถเลือกความคุ้มครองทั้งสองแบบตามความต้องการได้ หรือเลือกเฉพาะตัวประกันสุขภาพผู้ป่วยนอก (OPD) อย่างเดียวก็ได้ก็ได้

มีประกันอยู่แล้วไม่อยากซื้อใหม่ทำยังไงดี

สำหรับลูกค้าที่มีประกันสุขภาพผู้ป่วยใน (IPD) แบบประกันกลุ่มของบริษัท หรือซื้อเพิ่มเองของที่อื่นแล้ว ไม่อยากได้ค่ารักษา ก็สามารถเลือกซื้อเฉพาะค่ารักษาพพยาบาลผู้ป่วยนอก (OPD) อย่างดียวก็ได้ เพราะแผนนี้ของกับเมืองไทยประกันชีวิตไม่ได้มีข้อบังคับว่าต้องซื้อกับประกับสุขภาพผู้ป่วยใน (IPD) ถึงจะซื้อประกันสุขภาพผู้ปวยนอก (OPD) ทำให้ลูกค้ามีทางเลือกมากขึ้นและได้ประโยชน์มากขึ้น

อยากได้เบี้ยสัญญาหลักไม่แพง

ตามเงื่อนไขของบริการประกันชีวิตทุกบริษัทรวมถึงเมืองไทยประกันชีวิต ถ้าหากจะซื้อสุขภาพเพิ่มเช่น ประกันสุขภาพผู้ป่วยใน (IPD) ประกันสุขภาพผู้ป่วยนอก (OPD) ค่าชดเชยรายวัน หรือโรคร้ายแรง ที่เป็นสัญญาเพิ่มเติมจะต้องมีสัญญาหลักก่อน ซึ่งสัญญาหลักที่ได้รับความนิยมมักจะเป็นประกันชีวิตแบบคุ้มครองตลอดชีพ หรือ คุ้มครองถึงอายุ 99 ปี เพราะเป็นแผนที่เบี้ยราคาถูก และคุ้มครองนานไปจนถึงอายุ 99 ปี

ข้อดีของแผนนี้คือลูกค้าสามารถซื้อสัญญาเพิ่มเติมสุขภาพต่อไปได้เรื่อยๆ แม้ว่าจะจ่ายสัญญาหลักครบ 20 ปีแล้ว ถ้ามีโรคประจำตัวก็ไม่ต้องกลัวว่าประกันจะขาดหรือจะครบัสัญญา กรณีเสียชีวิตก็มีเงินก้อน หรืออนาคตไม่ต้องการทำประกันสุขภาพต่ออยากยกเลิกก็ทำได้ ตัวสัญญาหลักก็มีมูลค่า สามารถเวณคืนได้

มีสัญญาหลักแล้วไม่อยากซื้อใหม่

สำหรับลูกค้าที่มีประกันหลักกับบริษัทอื่น หรือมีประกันหลักอยู่หลายฉบับแล้วไม่อยากซื้อสัญญาหลักใหม่ ก็สามารถเลือกเป็นแผนประกันชีวิตแบบชั่วระยะเวลา หรือที่คุ้มครองประมาณ 15 ปีจ่ายเบี้ย 15 ปีเป็นสัญญาหลักแค่ซื้อสัญญาเพิ่มเติมผู้ป่วยนอก OPD เพิ่มไปได้ ให้เป็นไปตามเงื่อนไขที่บริษัทกำหนด ข้อดีของแผนนี้คือเบี้ยสัญญาหลักจะถูกประมาณ 500- 1,000 บาทต่อปี ซึ่งลูกค้าหลายท่านก็เลือกทำแบบนี้ช่วยประหยัดเบี้ยไปได้เยอะเลย ข้อเสียก็คือถ้าสัญญาหลักครบ 15 ปีแล้วแล้วตัวสุขภาพที่เป็นสัญญาเพิ่มเติมก็จะจบลงด้วย ถ้าอยากได้ค่ารักษาก็ต้องเริ่มทำสัญญาหลักใหม่

คำแนะนำ

สุดท้ายนี้หลายคนอาจจะมองว่าการมีประกันสุขภาพแบบผู้ป่วยใน (IPD) ไม่คุ้มเพราะไม่ได้ใช้ ซื้อแบบผู้ป่วยนอก (OPD) คุ้มกว่าเพราะป่วยเล็กๆ น้อยๆ บ่อย แต่ผมอยากให้มองอีกมุมนึงว่าประกันสุขภาพแบบผู้ป่วยนอก (OPD) ความสำคัญเพราะไปหาหมอก็ไม่ต้องสำรองจ่าย ป่วยเล็กๆ น้อยๆ ก็ได้ใช้ แต่ประกันสุขภาพแบบผู้ป่วยใน (IPD) ก็สำคัญเหมือนกันเพราะถ้าป่วยจนต้องนอนโรงพยาบาล เช่นผ่าตัด เป็นไขหวัด หรือป่วยแบบหนักๆ ก็มีค่าใช้จ่ายสูงมาก ถ้าเราไม่ได้มีประกันสุขภาพแบบผู้ป่วยใน (IPD) อาจจะต้องจ่ายเอง

อย่ามองว่าสุขภาพแข็งแรงไม่เคยนอนโรงพยาบาล ไม่จำเป็นต้องมีเพราะถ้าเจ็บป่วยทีค่ารักษาอาจจะหลายหมื่นถึงหลายแสนบาทได้ มีประกันสุขภาพไว้แล้วไม่ได้ใช้ ดีกว่าวันที่จำเป็นต้องใช้แล้วไม่มีครับ

===============

ติดตามช่องทางอื่นของเรา

Facebook Money and Insurance
Line
 : https://lin.ee/cAyHd1Q
Website www.mtl-insure.com
IG : www.instragram.com/mtl_insure
Group : www.facebook.com/groups/190206858958713