ถ้าถามว่าวัยไหนที่ประสบผลสำเร็จเร็วที่สุด มีธุรกิจส่วนตัว มีรายได้สูง ก็คงตอบว่าคนช่วงอายุ 25-34 ปีนี่แหละเพราะเทคโนโลยี ความรู้สมัยนี้มีอยู่เต็มไปหมด และเรียนรู้ได้ง่ายๆ ทำให้คนรุ่นใหม่เก่งขึ้น สามารถสร้างธุรกิจได้สะดวกขึ้น

ถ้าถามว่าคนรุ่นไหนที่หาเงินได้เยอะ ใช้จ่ายเก่ง ก็คงตอบว่าคนช่วงอายุ 25-34 ปีนี่แหละ แม้จะเป็นช่วง 20 ปลายๆ 30 ต้นๆ แต่คนกลุ่มนี้มีความสามารถเยอะมาก บางคนมีรายได้เสริม บางคนมีงานประจำรายได้สูง

ถ้าถามว่าคนวัยไหนที่เป็นหนี้เยอะสุด ก็คงตอบว่าคนช่วงอายุ 25-34 ปีนีเช่นกัน เพราะเป็นวัยที่กำลังสนุกกับการหาเงินและใช้เงินกับทุกกิจกรรมทั้งเที่ยว ดื่ม ช้อป

ถ้าถามว่าวันไหนควรเก็บเงินที่สุด ก็คงตอบว่าคนช่วงอายุ 25-34 ปีอีกแหละ ในวัยที่มีการงานมั่นคง มีรายได้มากกว่ารายจ่าย มีแรง มีกำลังหาก็ควรจะรีบเก็บเงินและให้เงินทำงานด้วยเหตุผลที่ว่า เงินจะงอกเงยด้วย 3 องค์ประกอบคือ เวลา (ที่สามารถทิ้งไว้ได้อีกหลายปี) เงิน (สามารถหามาเติม/ลงทุนได้เรื่อยๆ) ผลตอบแทน (สามารถลงทุนในความเสี่ยงสูงได้เพราะอายุยังน้อย)
อ่านเรื่ององค์ประกอบการลงทุนได้ที www.mtl-insure.com/article/3-องค์ประกอบการออม/

 

“ปัญหาใหญ่ของคนช่วงอายุ 25-34 คือมีเงินสำรองไม่เพียงพอ บางคนยังไม่รู้ว่าเงินสำรองคืออะไร”

วันนี้หลายคนกำลังสนุกกับการทำงาน สนุกกับการใช้เงินที่หามาได้ แต่ลืมไปว่าเราควรจะเก็บด้วย ถ้าเกิดตกงานขึ้นมา มีความจำเป็นนต้องใช้เงินเช่น มือถือพัง ไม่สบาย รถชน ตกบันไดล้วนเป็นเหตุฉุกเฉินที่จะต้องใช้เงินทั้งนั้น

มาดูขั้นตอนง่ายที่เราจะวางแผนการเก็บเงินสำหรับช่วงอายุ 25-34 ปีกัน

1.ทำบัญชีรายรับรายจ่าย

บัญชีรายรับรายจ่ายจะทำให้เรารู้ว่า แต่ละเดือนเรามีรายได้จากอะไรบ้าง ทั้งปีมีรายได้เท่าไหร่ และมีรายจ่ายอะไรบ้างที่เป็นรายจ่ายจำเป็นและไม่จำเป็นที่สามารถตัดได้ ขอยกตัวอย่างน้องคนนึงทำงานอยู่ในเมืองที่ต้องเดินทางมาด้วยบีทีเอสไปเช่าอพาร์ตเมนต์อยู่นอกเมืองเพราะเห็นว่าราคาถูก แต่กลับเสียค่าเดินทางหลายต่อทั้ง บีทีเอส MRT และมอร์เตอร์ไซต์ กลับบ้านดึกก็อันตราย วันที่ฝนตกก็ลำบากอีก เห็นค่าใช้จ่ายแล้วเค้าจึงเปลี่ยนมาเช่นอยู่ใกล้บีทีเอสมากขึ้น เสียค่าเช่าแพงขึ้นนิดหน่อยแต่ประหยัดค่าเดินทางไปได้เยอะเลย

2. เงินสำรองต้องมีอย่างน้อย 3-6 เดือน

ช่วงอายุ 25-34 น่าจะเป็นช่วงที่ทำงานมาแล้วสักพักเป็นวัยที่น่าจะมีเงินเก็บแล้ว ถัายังต้องใช้เงินเดือนชนเดือน อาจจะยากที่จะมีอิสรภาพทางการเงินได้ และที่สำคัญถ้ายังต้องไปยืมเงินเพื่อนๆ ก็คงจะดูไม่ดี เพราะเงินใครๆก็หวง ทำงานมาเหมือนกัน ไม่ได้ทำงานเอาเงินมาให้คนอื่นยืม ทุกคนคิดเหมือนกันไหมครับ

3. เริ่มออมเงินได้แล้วรออะไร

หลายคนคิดว่าการจะออมเงินต้องมีรายได้เยอะขึ้นก่อน ต้องไม่มีหนี้ แล้วเมื่อไหร่จะถึงวันนั้นละครับ ถ้ารอไปเรื่อยๆ จะไม่มีทางได้ออมแน่นอนเพราะผมเคยเจอมาแล้ว ถ้ามีรายได้เยอะขึ้นก็จะคิดว่ารอมีเยอะขึ้นอีกหน่อยหน่ะ พอเยอะขึ้นก็รอเยอะขึ้นเรื่อยๆ รายได้เยอะขึ้นก็รายจ่ายเยอะขึ้นตามไปอีก ไม่ได้เริ่มสักที บางคนรอไม่มีหนี้ ก็ต้องถามว่าเมื่อไหร่หนี้จะหมด ถ้าเป็นหนี้บ้านไม่ต้องรออีก 20-30 ปีเลยหรอ

4. บริหารความเสี่ยงหรือออมเงินกับประกันชีวิต

ช่วงวัยนี้เมื่อออมเงินแบบฝากประจำหรือซื้อกองทุนที่สามารถถอนได้ ผ่านไปไม่กี่ปีก็ถอนมาใช้หมดทำให้เป้าหมายในการเก็บเงินระยะยาวหรือเก็บไว้ตอนเกษียณต้องเริ่มใหม่ทุกที อีกข้อคือ ประกันแบบออมทรัพย์ส่วนใหญ่มีระยะเวลาจ่ายเบี้ยและถือไว้ค่อนข้างนาน ยิ่งทำตอนอายุเยอะ จะทำให้ครบสัญญาช้า ได้เงินก้อนข้าไปอีกและที่สำคัญต้องจ่ายเบี้ยนาน ถ้าเราเลือกแผนที่กำลังดีเช่นจ่ายเบี้ย 5-10 ปี เริ่มต้นตอนอายุ 30 ปี เบี้ยจะราคาถูกกว่าด้วย พออายุ 40 ปีก็จ่ายครบและรอรับเงินคืน แต่ถ้าไปทำตอนอายุ 40 นอกจากกว่าจะจ่ายครบสัญญาก็ตอนอายุ 50 ปีและตอนนั้นเบี้ยก็จะแพงขึ้นตามอายุด้วย

“ช่วงวัย 20 ปีขึ้นไปควรทำงานจนไม่มีเวลาช้อปปิ้ง นี่คือวิถีที่ถูกต้อง เมื่ออายุ 35 ทุกอย่างจะเหมาะสมและถูกต้องแก่การจับจ่ายและเมื่อวันนั้นมาถึง คุณจะช้อปปิ้งสนุกสนุกมากที่สุด”

นี่คือคำคมที่พี่สู่ขวัญที่พูดไว้ตอนสัมภาษณ์ครั้งหนึ่ง ที่ผมฟังแล้วรู้สึกกระแทกใจมาก รู้สึกโชคดีที่ได้ฟังตั้งแต่ตัวเองยังอายุไม่ 30 ทำให้มีเวลาเตรียมตัวได้

ที่ผมเชื่อแบบนั้นเพราะว่า ในวัย 25-34 ปี เป็นวัยที่เรายังสามารถเรียนรู้สิ่งต่างๆ ได้อีกมากมาย ได้ลองผิด ลองถูก ได้

วันนี้ยังไม่สายที่จะเริ่มทำสิ่งดีๆ ให้กับตัวเอง ลองเอา 4 ข้อข้างบนไปทดลองทำดูก่อนนะครับ ถ้าทำได้แล้วค่อยมาทำข้ออื่นๆเพิ่ม

สุดยอดเทคนิควางแผนการเงิน (สามเหลี่ยมทางการเงิน)
www.mtl-insure.com/article/เทคนิควางแผนการเงิน/