
ช่วงเวลาที่ผ่านมาไม่นานนี้
มีเหตุการณ์ต่าง ๆ ทั่วโลกเปลี่ยนแปลงแบบรายวัน
แม้กระทั่งเรื่องของ “เงินเฟ้อ” ในประเทศไทย
ที่มีอัตราเงินเฟ้อสูงที่สุดในรอบ 13 ปี
ส่งผลให้ราคาสินค้าและบริการต่าง ๆ ปรับตัวสูงขึ้น
กระทบกับการใช้จ่ายในชีวิตประจำวันของทุกคน
และไม่เพียงแค่นั้น
ยังส่งผลกระทบกับ “เงินเก็บ” ของเราด้วย
เพราะเมื่อเงินเฟ้อสูงขึ้น
สินค้าราคาแพงขึ้น
แต่เงินที่เราเก็บหรือลงทุน
อาจให้ผลตอบแทนไม่ทันเงินเฟ้อ
แล้วเงินเฟ้อส่งผลกับเรายังไงบ้าง?
และเราจะรับมือยังไงดี ❓
ลองมาดูแนวทางวางแผนการเงิน
ในภาวะเงินเฟ้อกันครับ
แผนที่ 1: แบ่งเงินบางส่วนฝากธนาคาร
ควรแบ่งเงินบางส่วนไปฝากธนาคาร
แทนการเก็บเงินสดไว้กับตัว
เพราะโดยหลักแล้ว
เงินเฟ้อเกิดจากปริมาณเงินในระบบเศรษฐกิจที่มากเกินไป
ทำให้ราคาสินค้าปรับตัวสูงขึ้น
ธนาคารจึงอาจปรับ “อัตราดอกเบี้ยเงินฝาก” ให้สูงขึ้น
เพื่อดึงดูดให้คนฝากเงินมากขึ้น
ในขณะเดียวกัน
ดอกเบี้ยเงินกู้ก็มักจะสูงขึ้นด้วย
เพื่อลดการกู้ยืมไปใช้จ่ายหรือการลงทุนเกินความจำเป็น
แผนที่ 2: ควบคุมรายจ่ายและสร้างวินัยการเงิน
ไม่ว่าจะอยู่ในภาวะเศรษฐกิจแบบไหน
“การประหยัดและการออม” คือพื้นฐานที่สำคัญเสมอ
โดยเฉพาะในช่วงวิกฤต
หลายคนอาจได้รับผลกระทบด้านรายได้
แต่ถ้าเรามีเงินสำรอง
จากการใช้จ่ายอย่างมีวินัย
ก็จะช่วยให้เราไม่ล้มตามสถานการณ์ได้ง่าย
ใครที่ทำบัญชีรายรับ-รายจ่ายอยู่แล้ว
จะเห็นชัดเลยว่า
เงินในแต่ละเดือนหมดไปกับอะไรบ้าง
และสามารถปรับลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นได้
แต่ถ้าใครยังไม่เคยทำ
อยากให้ลองเริ่มครับ
เพราะนี่คือจุดเริ่มต้นของการคุมการเงินได้จริง
แผนที่ 3: ซื้อเฉพาะของจำเป็น (อย่างมีสติ)
เมื่อเกิดเงินเฟ้อ
ราคาสินค้าจะค่อย ๆ ปรับตัวสูงขึ้น
สิ่งที่ช่วยได้คือ
การวางแผนซื้อ “ของจำเป็น” ล่วงหน้า
ในช่วงที่ราคายังไม่สูง
เช่น
น้ำมัน ข้าวสาร หรืออาหารแห้ง
แต่ต้องระวังให้ดี
อย่าซื้อเกินความจำเป็น
เพราะสินค้าบางอย่างมีวันหมดอายุ
หากซื้อมาเก็บมากเกินไป
จากที่ตั้งใจประหยัด
อาจกลายเป็นเสียเงินเพิ่มแทน
แผนที่ 4: มองหาโอกาสจากการลงทุน
นักลงทุนหลายคน
ใช้จังหวะของวัฏจักรเศรษฐกิจให้เป็นประโยชน์
ในช่วงที่ราคาสินทรัพย์ยังไม่สูง (เงินฝืด)
อาจเลือกสะสมไว้
และนำมาขายในช่วงเงินเฟ้อ
ที่ราคาสินทรัพย์ปรับตัวสูงขึ้น
ตัวอย่างเช่น
ทองคำ หรือกองทุนรวม
แต่สิ่งสำคัญคือ
ต้องมีความรู้ในสินทรัพย์นั้น ๆ ก่อนลงทุน
สำหรับใครที่ยังไม่มั่นใจเรื่องจังหวะลงทุน
สามารถใช้วิธี “DCA” (ทยอยลงทุนสม่ำเสมอ)
เพื่อช่วยเฉลี่ยต้นทุน
และลดความเสี่ยงจากการลงทุนครั้งเดียวได้
ลองนำแนวทางเหล่านี้
ไปปรับใช้กับชีวิตของคุณดูนะครับ
บางที “วิกฤต” ครั้งนี้
อาจกลายเป็นแค่ช่วงเวลาหนึ่ง
ที่เราผ่านมันไปได้อย่างมั่นคงถ้าเราวางแผนการเงินอย่างรัดกุม