3 สิ่งที่ควรรู้ก่อนเริ่มลงทุน

วันที่ : 1 ส.ค. 2565 /

ก่อนที่ทุกคนจะเริ่มลงทุน
อยากให้มารู้จัก 3 ข้อต่อไปนี้

ซึ่งเป็น 3 เรื่องที่มีความสำคัญและเชื่อมโยงกันทั้งหมด
ถ้าเราเข้าใจ และนำไปประยุกต์ใช้ให้เหมาะกับตัวเอง

การออมเงินให้ถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้
ก็จะไม่ไกลเกินเอื้อมแน่นอน


1. รู้จักการเก็บเงินและการลงทุนในสินทรัพย์ประเภทต่าง ๆ

การเก็บเงินหรือการลงทุน มีหลายรูปแบบ ตั้งแต่
เงินฝาก, ประกันชีวิต, สลากออมสิน/ธ.ก.ส., พันธบัตรรัฐบาล, หุ้นกู้, กองทุนรวม, หุ้น, ทองคำ, น้ำมัน ไปจนถึงคริปโต

ซึ่งแต่ละแบบให้ “ผลตอบแทน” และ “ความเสี่ยง” ที่ต่างกัน

  • การฝากเงินในธนาคาร → ความเสี่ยงต่ำ แต่ผลตอบแทนไม่สูง
  • การลงทุนในหุ้น → โอกาสได้ผลตอบแทนสูง แต่ต้องยอมรับความผันผวน

บางคนเลือกแบบปลอดภัย เพราะอยากรักษาเงินต้น
บางคนเลือกความเสี่ยงสูงขึ้น เพื่อโอกาสเติบโตของเงิน

ถ้าเป็นการลงทุนระยะยาว + มีการกระจายความเสี่ยง + มีความรู้ที่ดี
ก็มีโอกาสสร้างผลตอบแทนได้สูงมาก

มีสำนวนหนึ่งที่ผมชอบมากคือ

“อย่าใส่ไข่ไว้ในตะกร้าใบเดียว”

เพราะถ้าตะกร้าตก ไข่ก็แตกหมด
เช่นเดียวกับเงิน

  • ถ้าเก็บเงินไว้ที่เดียวทั้งหมด → เสี่ยง
  • ถ้าฝากธนาคารมากเกินไป → เสียโอกาสสร้างผลตอบแทน
  • ถ้าลงหุ้นทั้งหมด → เสี่ยงต่อความผันผวน

ดังนั้น “การกระจายการลงทุน” จึงเป็นทางเลือกที่สำคัญมาก

สุดท้ายแล้ว
ไม่มีผิด ไม่มีถูก

ขอแค่เลือกลงทุนในสิ่งที่
“เรามีความรู้ และเชื่อมั่น”

ไม่ใช่เห็นว่าผลตอบแทนสูง แล้วเอาเงินไปลง
แต่สุดท้าย “กินไม่ได้นอนไม่หลับ”


2. รู้จักเป้าหมายการลงทุน

เป้าหมายทางการเงิน แบ่งออกเป็น 3 ระยะ

ระยะสั้น (ประมาณ 3–5 ปี)

เช่น
เรียนต่อ, เที่ยวต่างประเทศ, ดาวน์รถ, ซื้อบ้าน/คอนโด, ค่าเทอมลูก

เป้าหมายนี้ควรเน้น “ความเสี่ยงต่ำ”
เพราะต้องใช้เงินในระยะใกล้

สินทรัพย์ที่เหมาะ เช่น
บัญชีดอกเบี้ยสูง หรือประกันสะสมทรัพย์ระยะสั้น


ระยะกลาง (ประมาณ 10 ปี)

เช่น
ซื้อบ้าน, ซื้อคอนโดห้องแรก, เป้าหมายชีวิตช่วงอายุ 30+

สามารถเพิ่มความเสี่ยงขึ้นได้เล็กน้อย
เพื่อให้ผลตอบแทนสูงขึ้น

เช่น
หุ้น, กองทุนรวม หรือประกันสะสมทรัพย์ระยะกลาง


ระยะยาว (20 ปีขึ้นไป / หลังเกษียณ)

ช่วงที่หยุดทำงานแล้ว แต่ยังต้องใช้เงิน

การลงทุนสามารถรับความผันผวนได้มากขึ้น
เพราะยังไม่จำเป็นต้องใช้เงินทันที

สินทรัพย์ที่เหมาะ เช่น
กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ, RMF หรือประกันบำนาญ

และที่สำคัญคือ
ควรเป็นเงินที่ “เอาออกมาใช้ยาก”

เพราะถ้าเข้าถึงง่ายเกินไป
อาจเผลอใช้จนเงินไม่พอในอนาคต


สุดท้ายแล้ว
เราไม่จำเป็นต้องเลือกแค่แบบใดแบบหนึ่ง

เราสามารถมีได้ครบทั้ง 3 เป้าหมาย
แค่แยกให้ชัดว่า “เงินก้อนนี้ มีไว้เพื่ออะไร”

และอย่าลืม “กระจายการลงทุน”
เหมือนที่เล่าไว้ในข้อแรก


3. รู้จักผลตอบแทนและความเสี่ยง

สินทรัพย์แต่ละประเภท
ให้ผลตอบแทนและความเสี่ยงไม่เท่ากัน

ตัวอย่างคร่าว ๆ

  • เงินฝาก → ความเสี่ยงต่ำมาก ผลตอบแทน ~0.25–2%
  • พันธบัตรรัฐบาล → ความเสี่ยงต่ำ ผลตอบแทนเพิ่มขึ้นเล็กน้อย
  • หุ้นกู้เอกชน → ความเสี่ยงสูงขึ้น ผลตอบแทน ~3–5%
  • หุ้น → ความเสี่ยงสูง แต่โอกาสเติบโตสูง

เหตุผลง่าย ๆ คือ

“ยิ่งเสี่ยงมาก → ยิ่งต้องให้ผลตอบแทนมาก”

ไม่งั้นคงไม่มีใครเลือกลงทุน

หุ้นกู้เองก็ยังต้องดู “ความน่าเชื่อถือ” ของบริษัท
ซึ่งจะมีการจัดอันดับไว้ในเอกสารเสนอขาย


อีกตัวเลือกหนึ่งคือ
“ประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์”

ซึ่งมีความเสี่ยงใกล้เคียงเงินฝาก
และมีการกำกับดูแลโดย คปภ.

ข้อดีคือ
มีการการันตีผลตอบแทนตามสัญญา
เหมาะกับช่วงที่ดอกเบี้ยผันผวน


สรุป

ทั้ง 3 เรื่องนี้

  • ประเภทสินทรัพย์
  • เป้าหมายการเงิน
  • ผลตอบแทนและความเสี่ยง

“เชื่อมโยงกันทั้งหมด”


และนี่คือเหตุผลที่
เวลามีคนถามผมว่า

“มีประกันตัวไหนดีไหม?”
“มีกองทุนไหนเด็ดไหม?”

ผมไม่เคยส่งแผนให้ทันที

เพราะคำว่า “ดี” ของแต่ละคน
ไม่เหมือนกัน

เป้าหมายชีวิตไม่เหมือนกัน
ความเสี่ยงที่รับได้ก็ไม่เท่ากัน

สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ
ต้องรู้ก่อนว่า “ทำไปเพื่ออะไร”

แล้วค่อยเลือกให้ “เหมาะกับตัวเรา”

โพสต์ล่าสุด

ตัวแม่ต้องรู้! ลงทุน Brandname ผ่านกองทุนรวม
ลงทุนที่เดียว ครอบคลุมสินทรัพย์ทั่วโลก
3 สิ่งที่ควรรู้ก่อนเริ่มลงทุน
3 กองทุนรวมลงทุนในหุ้นธนาคาร
3 คำศัพท์ที่ควรรู้ในการอ่าน Fund Fact Sheet กองทุนรวม