
“ของมันต้องมี… หรือของมันต้องลงทุน?”
ช่วงปีที่ผ่านมา แม้ว่าหลายภาคธุรกิจจะได้รับผลกระทบจากโควิด-19 และภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว
แต่มีอยู่หนึ่งกลุ่มที่แทบไม่สะทกสะท้าน…
นั่นคือ “สินค้าแฟชั่นไฮเอนด์” หรือที่เราคุ้นกันว่า แบรนด์เนม
ไม่ว่าจะเป็นกระเป๋ารุ่นฮิต หรือนาฬิการุ่นดัง
หลายแบรนด์ “ปรับราคาขึ้น” สูงถึงประมาณ 25%
และที่น่าสนใจกว่านั้นคือ
ไม่ใช่แค่ราคาสินค้าที่ขึ้น…
แต่ “มูลค่าบริษัท” ของแบรนด์เหล่านี้ก็พุ่งแรงไม่แพ้กัน
ลองดูตัวอย่างคร่าว ๆ
- LVMH (เจ้าของ Louis Vuitton, Dior, Celine, Fendi)
มูลค่าบริษัทเพิ่มขึ้นประมาณ 130% - Hermès (เจ้าของกระเป๋าในฝันของใครหลายคน)
มูลค่าเพิ่มขึ้นกว่า 210% - Kering (เจ้าของ Gucci, Balenciaga, Bottega Veneta)
มูลค่าเพิ่มขึ้นราว 100%
เห็นแบบนี้ หลายคนอาจเริ่มคิดว่า
“งั้นซื้อหุ้นแบรนด์เนมเลยดีไหม?”
คำตอบคือ… ได้ครับ แต่มี “เงื่อนไขนิดนึง”
เพราะหุ้นเหล่านี้จดทะเบียนอยู่ในตลาดยุโรป (Euronext)
ซึ่งการเปิดบัญชีไปซื้อโดยตรงอาจมีขั้นตอนค่อนข้างยุ่งยากสำหรับนักลงทุนทั่วไป
แต่ข่าวดีคือ…
เรายังมี “ทางลัด” ที่เข้าถึงได้ง่ายกว่า
นั่นคือ การลงทุนผ่านกองทุนรวม
ตัวอย่างกองทุนที่มีโอกาสได้ “ถือแบรนด์หรู” ในพอร์ต
1. SCBEUROPE
กองทุนเปิดไทยพาณิชย์ หุ้นยุโรป แอคทีฟ
ลงทุนผ่านกองทุนหลักของ Morgan Stanley
มีสัดส่วนลงทุนในแบรนด์ที่หลายคนคุ้นเคย เช่น
- Moncler ~6.46%
- Adidas ~5.62%
- Hermès ~5.35%
2. KF-EUROPE
กองทุนกรุงศรียุโรปอิควิตี้
ลงทุนผ่าน Allianz Europe Equity Growth Fund
มี LVMH อยู่ในพอร์ตประมาณ 3.8%
3. K-EUX
กองทุนเปิดเค ดัชนีหุ้นยุโรป
ลงทุนผ่าน ETF ที่อิงดัชนี EURO STOXX 50
มี LVMH อยู่ในพอร์ตประมาณ 6.45%
แล้วมันสะท้อนอะไร?
สิ่งที่น่าสนใจไม่ใช่แค่ “ของแพงขายดี”
แต่คือ…
แบรนด์เหล่านี้มี “พลังในการตั้งราคา” (Pricing Power)
แม้เศรษฐกิจไม่ดี ก็ยังขึ้นราคาได้
และยังมีคน “อยากได้” อยู่ดี
พูดง่าย ๆ คือ
จาก “ของฟุ่มเฟือย” กลายเป็น “สินทรัพย์ทางอารมณ์” ไปแล้ว
มุมมองแบบนักวางแผนการเงิน
บางคนเก็บเงินเพื่อซื้อกระเป๋า
แต่บางคน… “ซื้อหุ้นของบริษัทที่ขายกระเป๋า”
สุดท้ายแล้วไม่มีถูกผิดนะครับ
แต่อยากชวนคิดว่า
ถ้าเราจะจ่ายเงินให้แบรนด์เขาไปแล้ว
เราอยากเป็นแค่ “ลูกค้า”
หรืออยากเป็น “เจ้าของบางส่วน” ของแบรนด์นั้นด้วย
สรุปสั้น ๆ
- แบรนด์หรูไม่ได้โตแค่ภาพลักษณ์ แต่โตจริงในเชิงธุรกิจ
- การเข้าถึงหุ้นยุโรปอาจยาก แต่กองทุนช่วยให้ลงทุนง่ายขึ้น
- การ “ซื้อของ” กับ “ซื้อหุ้น” ไม่จำเป็นต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง