ช่วงนี้เราคงจะได้ยินคำว่า New normal กันอยู่บ่อยๆ สงสัยไหมครับว่ามันแปลว่าอะไร?

New normal คือพฤติกรรมใหม่ที่เกิดขึ้นจนเราชินแล้วกลายเป็นเรื่องปกติ หลายๆอย่างซึ่งมันมาพร้อมกับช่วงที่โควิด 19 ระบาด ทำให้การใช้ชีวิตของเราเปลี่ยนไปด้วย …ทำไมมันถึงเป็นพฤติกรรมใหม่ที่เราเคยชินแล้วมันจะกลับไปเป็นพฤติกรรมแบบเดิมอีกไหม เช่น ก่อนที่โควิด 19 จะ มาเราขึ้นรถไฟฟ้า รถเมล์ นั่งเรือ เดินข้างถนนกันโดยไม่ได้ใส่หน้ากากอนามัยเลย การใส่หน้ากากอาจจะดูผิดปกติบ้าง บางคนก็คิดว่าคนที่ใส่หน้ากากจะต้องเป็นคนป่วย หรือแม้จะรู้ว่ามันมันแออัด มีควันจากรถยนต์ หรือฝุ่น PM 2.5 แต่ก็มีบางคนเท่านั้นที่กลัวและป้องกันตัวเองโดยสวมหน้ากาก แต่พอโควิด 19 ระบาดทุกคนใส่หน้ากากกันหมดและคิดว่าคนก็จะยังใส่หน้ากากกันไปอีกสักพักคนกลายเป็นเรื่องปกติ มาดูตัวอย่างกันครับพฤติกรรมอะไรอีกบ้างที่จะเป็น New normal หลังจากนี้ไป

1. Social Distancing
Social Distancing หรือการเว้นระยะห่าง จากปกติเราเดินทางบนรถเมล์หรือรถไฟฟ้าจะมีคนเป็นจำนวนมากด้วยเฉพาะช่วงเวลาไปทำงานและเลิกงาน หรือตอนเข้าลิฟต์ แต่หลังจากมีมาตราการ การเว้นระยะห่าง ตอนนี้เริ่มเห็นว่าการความใกล้ชิดแบบนั้นเริ่มห่างออกไป จะพูดคุยกับใครก็ต้องเว้นระยะห่างเดียวน้ำลายกระเด็นใส่หน้า

ส่วนหนึ่งอาจจะมาจากการที่บริษัทให้คนทำงานที่บ้านหรือห้างปิด ไม่มีคนออกไปเดิน แต่ผมเชื่อว่าพฤติกรรมเหล่านี้น่าจะติดตัวเราไปสักระยะหรือบางคนอาจจะติดตัวตลอดไป

2. สุขภาพสำคัญที่สุด
ใน 2-3 ปีมานี้คนให้ความสนใจเรื่องสุขภาพมาก ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกาย การกินอาหารที่มีประโยชน์รวมถึงการซื้อประกันสุขภาพ แต่ก็มีคนบางกลุ่มที่ยังละเลยเรื่องพวกนี้ แต่พอโควิด 19 ระบาด รัฐบาลหรือหลายหน่วยงานเริ่มออกมารณรงค์ให้คนดูแลสุขภาพมากขึ้น ล้างมือบ่อยๆ กินข้าวก็ใช้ช้อนกลางบ้าง ใช้ช้อนส่วนตัวบาง พีคสุดน่าจะตอนที่ดาราท่านหนึงออกมาบอกว่าตัวเองป่วยติดเชื้อ โควิด 19 ตอนนี้คนก็เริ่มหาประกันชีวิตและสุขภาพกันมากขึ้น กลัวการเจ็บป่วย กลัวตาย ประกันโควิด 19 แผนไหนออกมาก็ขายดีหมดจนบริษัทต้องปิดทจากความรุนแรงของ โควิด 19 ระบาด ผมว่าหลังจากนี้ไปคนยิ่งจะเห็นความสำคัญของสุขภาพมากขึ้นกว่าเดิมแน่นอน

3. Work any where
การทำงานจะไม่ใช่แค่เข้างานเข้าบริษัทตอนเช้า เลิกงานตอนเย็นอีกต่อไปเหมือนเดิม ทั้งๆ ที่เราก็มีอาชีพฟรีแลนซ์ ทำงานที่ไหนก็ได้มาก่อนแล้ว แต่งานส่วนใหญ่มักเป็นงานที่บริษัทไม่ค่อยเข้มงวดเมื่อ โควิด 19 ระบาด หลายบริษัทให้คนทำงานที่บ้านกัน บางบริษัทตั้งแต่เปิดมายังไม่เคยให้พนักงานออกไปทำงานข้างนอกเลย จึงไม่เคยมีแผนการรองรับ ทำให้เกิดการเรียนรู้การทำงานรูปแบบใหม่วัยรุ่นหนุ่มสาวที่เกิดมาในยุคการทำงานแบบฟรีแลนซ์ ก็ปรับตัวได้ไหว ส่วนผู้ใหญ่ Gen X ก็อาจจะปรับตัวได้ช้าหน่อยแต่พอผ่านไป 1 เดือนก็เริ่มชิน จากนี้ไปหลายองค์กรได้เรียนรู้การทำงานที่ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในออฟฟิศ แต่ให้พนักงานทำงานที่ไหนก็ได้ ขอเพียงได้ผลลัพธ์ตามที่ตั้งไว้ก็น่าจะพอแล้ว

4. เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงชีวิต
เรื่องเทคโนโลยีไม่ใช่ปัญหาของหนุ่มสาวนชาว Gen Y เพราะพวกเราเกิดและโตมาก็ได้เรียนรู้สิ่งเหล่านี้มาเรื่อยๆ การทำงานที่บ้าน ประชุมผ่านวิดีโอ หรือสั่งของออนไลน์จึงไม่ใช่ปัญหา แต่รุ่นคุณน้า คุณอาชาว Gen X ที่ยังไม่เคยใช่เทคโนโลนีเหล่านี้มาก่อนอาจจะต้องปรับตัวกันสักพัก ตัวอย่างในบริษัทเมื่อมีการประชุมจะต้องมานั่งล้อมวงในห้องประชุมกันตลอด ปัจจุบันหลายบริษัทให้พนักงาน Work from home เปลี่ยนการประชุมจากเจอหน้าเป็นประชุมทางวิดีโอ สิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อนของคน Gen X บางกลุ่มกลายเป็นเรื่องใหม่ที่จะต้องเรียนรู้

5. การใช้ชีวิตเปลี่ยนไป
การเรียน การซื้อของ เริ่มเปลี่ยนไป เมื่อสถานะการณ์บังคับ จากเดิมการเรียนออนไลน์เป็นที่นิยมระดับนึงอยู่แล้ว แต่ 2 เดือนหลังจากโควิด 19 ระบาดการเรียนในโรงเรียนและมหาลัยเปลี่ยนจากเรียนในห้องเป็นเรียนออนไลน์ทั้งหมด การซื้อของออนไลน์แม้จะนิยมมากสักพักแต่ก็มีคนบางกลุ่มยังชินเกับการซื้อของในห้างหรือตลาด เมื่อโควิด 19 ระบากทุกอย่างเปลี่ยนไปหมด ไม่มีห้างให้เดิน คนจึงต้องเรียนรู้ที่จะสั่งของออนไลน์ สังเกตไหมครับ เดือนแรกที่ปิดเมือง หอพัก คอนโดมีพัสดุมากส่งแทบทุกวันเลย

6. คนสนใจการออมเงินมากขึ้น
ความแน่นอนคือความไม่แน่นอน ใครจะรู้ว่าอยู่ๆ วันนึงจะไม่มีงานทำ อยู่ๆวันนึงก็ไม่มีรายได้ ถ้าเรามีโอากาสรู้ล่วงหน้ามีเวลาเตรียมตัวหลายเดือนก็คงจะดี แต่บางคนไม่มีโอกาสนั้น อยู่ๆห้างก็ปิด ร้านค้าปิด คนตกงาน สายการบินหยุด ถ้าคนที่มีเงินเก็บเงินออมฉุกเฉิน 3-6 เดือนของรายจ่ายก็คงไม่เครียด แต่ถ้าคนไม่ได้เก็บเงิน ไม่ได้ออมเงินเลยก็คงเดือดร้อนไม่น้อย หลังจากที่ไปคนที่ได้รับผลกระทบจะต้องหันมาเก็บเงินสำรองกันมากขึ้น เพราะเราไม่รู้ว่าเหตุการณ์แบบนี้จะเกิดขึ้นอีกเมื่อไหร่ การเตรียมตัวไว้ก็น่าจะดีกว่าครับ

ผ่านมาแล้ว 2 เดือนสำหรับการปิดเมืองและยังไม่รู้ว่าอีกนานเท่าไหร่การใช้ชีวิตของเราจะกลับมาเป็นปกติเหมือนเดิม ผมเชื่อว่าเราทุกคนจะผ่านมันไปได้ 6 New normal ข้างบนนี้เป็นตัวอย่างของพฤติกรรมที่จะเปลี่ยนไป ซึ่งยังมีอีกหลายอย่างแน่นอน เพจ วางแผนการเงินและประกันชีวิตเป็นกำลังให้ทุกคนนะครับ จากนี้ไปทุกอย่างจะเปลี่ยนไป ความแน่นอนคือความไม่แน่นอน อาจจะเก็บเงิยก่อนใช้ ออมเงินก่อนเมื่อได้นะค้าบ