กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ตัวช่วยออมเงินเพื่อการเกษียณ

วันที่ : 13 เม.ย. 2565 /

ช่วงนี้เพื่อน ๆ ที่ทำงานฟรีแลนซ์หรือพนักงานบริษัท ทักเข้ามาขอคำแนะนำเรื่องการวางแผนการออมเงินมากขึ้น

พอได้ลองสอบถามลึกลงไป ก็พบว่าหลายคน “ไม่มีสวัสดิการกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ” จากที่ทำงาน
เลยเริ่มมองหาตัวช่วยในการออมเงินไว้ใช้หลังเกษียณ

แต่ก่อนจะไปเลือกแผนการออม
ผมอยากชวนทุกคนมาทำความรู้จักกับ “กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ” กันก่อนครับ


กองทุนสำรองเลี้ยงชีพคืออะไร?

กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เป็นกองทุนที่บริษัทจัดตั้งขึ้น
เพื่อส่งเสริมให้พนักงานมีเงินออมไว้ใช้หลังเกษียณ

เงินที่เราจ่ายเข้าไปเรียกว่า “เงินสะสม”
ซึ่งพนักงานสามารถเลือกได้ว่าจะสมัครหรือไม่สมัคร

แต่ถ้าเลือกสมัคร
เราจะสามารถกำหนดได้ว่าอยากให้หักเงินเดือนกี่เปอร์เซ็นต์
และบริษัทหรือนายจ้างก็จะ “สมทบเงิน” ให้ในสัดส่วนที่เท่ากันหรือมากกว่า
เรียกว่า “เงินสมทบ”

เงินที่ถูกหักไปนั้นไม่ได้ถูกเก็บไว้เฉย ๆ
แต่จะมีบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) นำไปบริหารลงทุนต่อ

โดยตอนสมัคร เราจะได้เลือกแผนการลงทุน
ตั้งแต่ความเสี่ยงต่ำไปจนถึงความเสี่ยงสูง
และเงินสมทบจากบริษัทก็จะถูกนำไปลงทุนตามแผนเดียวกัน

ในทุก ๆ เดือน หรือทุก 6 เดือน (ขึ้นอยู่กับแต่ละบริษัท)
เราจะได้รับรายงานสรุปผลการดำเนินงาน
เพื่อดูว่าเงินของเราเติบโตเป็นอย่างไร

ถ้าใครจำไม่ได้ว่าเลือกแผนไหนไว้
ลองติดต่อฝ่ายบุคคลเพื่อเช็กและปรับความเสี่ยงให้เหมาะสมได้ครับ

ส่วนตัวผมมองว่า
กองทุนสำรองเลี้ยงชีพเป็นการลงทุนที่ “คุ้มมาก”
เพราะเราออมเงินส่วนหนึ่ง และบริษัทช่วยเติมให้อีกส่วนหนึ่ง
เหมือนได้ผลตอบแทนตั้งแต่วันแรกเกือบเท่าตัว
ซึ่งแทบไม่มีการลงทุนแบบไหนให้แบบนี้


มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ดียังไง?

นอกจากจะเป็นเงินออมเพื่อเกษียณแล้ว
ยังมีข้อดีอีกหลายอย่าง เช่น

1. สร้างวินัยในการออม
เงินจะถูกหักก่อนเข้าบัญชี
ทำให้เรา “ออมก่อนใช้” โดยอัตโนมัติ
ลดโอกาสที่เราจะลืมหรือผัดวันประกันพรุ่ง

2. ใช้ลดหย่อนภาษีได้
เงินสะสมที่ถูกหักทุกเดือน
สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ตามจริง

3. ได้เงินสมทบจากบริษัท
นอกจากเงินที่เราสะสมเอง
เรายังได้เงินเพิ่มจากบริษัทอีกด้วย

ยกตัวอย่างง่าย ๆ
ถ้าเราหักเงินเดือนเดือนละ 1,500 บาท
1 ปี เราจะมีเงินออม 18,000 บาท

และถ้าบริษัทสมทบเท่ากัน
เราจะมีเงินเพิ่มอีก 18,000 บาททันที
ยังไม่รวมผลตอบแทนจากการลงทุน


เราจะได้เงินกองทุนคืนเมื่อไหร่?

หลายคนเข้าใจว่า
ต้องรอเกษียณอย่างเดียวถึงจะได้เงิน

แต่จริง ๆ แล้ว “ไม่เสมอไป”

เราสามารถรับเงินคืนได้ในหลายกรณี เช่น

1. ลาออกจากงาน / ออกจากกองทุน
เมื่อออกจากงานหรือออกจากสมาชิกกองทุน
สามารถขอรับเงินคืนได้

แต่ต้องระวังเรื่องภาษี
เพราะอาจต้องนำไปคำนวณเป็นเงินได้ในปีนั้น

ส่วน “เงินสมทบ” จะได้มากน้อยแค่ไหน
ขึ้นอยู่กับนโยบายของแต่ละบริษัท เช่น

  • บางบริษัทให้ 100% เมื่อทำงานครบ 5 ปี
  • บางบริษัทให้ตั้งแต่ปีแรก
  • บางบริษัทค่อย ๆ ให้เป็นขั้นบันได

2. กรณีเสียชีวิต
หากเสียชีวิตระหว่างเป็นสมาชิก
กองทุนจะขายคืนหน่วยลงทุน
และจ่ายเงินให้กับ “ผู้รับผลประโยชน์” ที่เราระบุไว้

แนะนำให้ลองกลับไปเช็กดูว่า
เราเคยระบุชื่อใครไว้ตั้งแต่วันสมัคร

3. โอนย้ายกองทุน
เมื่อเปลี่ยนงาน
สามารถโอนย้ายไปยังกองทุนของบริษัทใหม่ได้

หรือโอนไปกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) ก็ได้
แต่ควรศึกษาเงื่อนไขภาษีให้ดีก่อน


ถ้าไม่มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ออมแบบไหนดี?

บางบริษัทไม่มีสวัสดิการนี้
หรือใครที่เป็นฟรีแลนซ์
อาจต้องวางแผนออมเงินด้วยตัวเอง

ทางเลือกที่สามารถใช้ได้ เช่น

  • กองทุนรวมเพื่อการออม (SSF)
  • กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF)
  • กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.)
  • ประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์เพื่อบำนาญ
  • การสร้างรายได้เพื่อรับเงินบำนาญแบบรายเดือน/รายปี

อีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจ

คือ “ประกันแบบบำนาญ”
ที่ช่วยวางแผนการออมเงินให้มีรายได้หลังเกษียณ

เราสามารถกำหนดได้ตั้งแต่วันนี้ว่า
อยากมีเงินใช้เดือนละเท่าไหร่ หรือปีละเท่าไหร่

วางแผนได้ทั้งระยะสั้นและระยะยาว
และช่วยเปลี่ยนเงินก้อนให้กลายเป็น “รายได้ประจำหลังเกษียณ” ได้

 

โพสต์ล่าสุด

เริ่มต้นวางแผนการเงินด้วยการทำบัญชีรายรับรายจ่าย
เงินสำรองฉุกเฉินของมันต้องมี
วัย 20+ เริ่มต้นดี…ชีวิตไม่มีติดลบ
4 ไอเดีย ได้ภาษีคืนปีนี้ เอาไปต่อยอดลดหย่อนยังไงดี
ชวน First Jobber วางแผนการเงิน ด้วย mDesign