ประวัติศาสตร์ประกันสุขภาพ 3 ยุค ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน

วันที่ : 1 ส.ค. 2569 /

เรื่องเด่นประเด็นร้อนที่พูดถึงกันตอนนี้คงไม่ใช่เรื่องอื่นใดนอกจาก copayment ซึ่งจะเริ่มใช้กับลูกค้าที่ทำประกันสุขภาพตั้งแต่วันที่ 20 มีนาคม 2568 ผมเลยอยากจะพาทุกคนมาย้อนยุคไปถึงประกันสุขภาพรุ่นแรกๆ ที่มีมายาวนาน ว่ามีแบบไหนบ้างและมีวิวัฒนาการอะไรยังไงในช่วง 3 ยุคตั้งแต่ อดีต ปัจจุบันและอนาคต

ยุคแรก
ประกันสุขภาพยุคแรกที่มีมานานมากซึ่งหลายหลายคนอาจจะยังถืออยู่ หลายคนอาจจะเคยทำมาบ้างแล้ว บางคนพ่อแม่ทำให้ตั้งแต่เด็ก แต่แบบนี้คนรุ่นใหม่อาจจะยังไม่ค่อยเจอนั่นก็คือประกันสุขภาพที่มีมานานเรียกว่าแบบแยกค่าใช้จ่าย

ประกันยุคนี้ในตอนเริ่มต้นค่าห้องที่หลายคนเห็นอาจจะตกใจ อยู่่ที่ประมาณ 100 ถึง 5,000 บาท เพราะเมื่อก่อนค่ารักษาพยาบาลค่าห้องของโรงพยาบาลจะไม่ได้สูงเท่ากับปัจจุบัน และคนยังนิยมใช้โรงพยาบาลรัฐกัน ประกันแบบนี้นอกจากค่าห้องน้อยแล้วค่ารักษาในหมวดต่างๆ ยังแบ่งแยกออกเป็นแบบหมวดย่อย ทั้งตัวแทนและลูกค้าต้องมานั่งปวดหัวเวลาเข้าโรงพยาบาลเพื่อเปิดดูตารางกรมธรรม์ว่าถ้ามีการเคลมค่ารัษาตัวไหน เบิกได้เท่าไหร่บ้าง และอันไหนจะมีส่วนเกินบ้าง
ตัวอย่างแผนนี้ที่เคยเจออเช่น ค่าห้อง ค่าอาหาร ค่าบริการ รพ. ค่าบริการพยาบาล 1,000 บาท, ค่าหมอ 800 บาท, ค่าผ่าตัดและหัตถการ 30,000 บาท, ค่ารักษาอุบัติเหตุฉุกเฉิน 5,000 บาท, ค่ายากลับบ้าน 1,000 บาทยังมีใครถือประกันสุขภาพแบบนี้อยู่ไหมครับ?

- ต่อมาประกันสุขภาพยุคที่ 1.2 เรียกว่าเป็นยุคที่พัฒนาขึ้นมาอีกนิดนึงจากแบบ “แยกค่าใช้จ่าย” ที่มีจำกัดเนื่องจากไม่พอใช้ค่ารักษาในโรงพยาบาลสูงขึ้นบริษัทประกันก็มีแบบที่ออกใหม่ขึ้นมาเรียกว่า “แบบวงเงินรายปี” แต่ส่วนใหญ่ตัวแทนหรือลูกค้าก็จะเรียกกันแบบติดปากว่าแบบเหมาจ่าย เนื่องจากแบบนี้จะให้วงเงินค่ารักษาเป็นแบบรายปีแบบเหมาไปเลย เช่น ปีละ 1 ล้านบาท ปีละ 2 ล้านบาทหรือสูงสุดในยุคนั้นก็จะอยู่ที่ประมาณปีละ 5 ล้านบาท

แต่เดี๋ยวก่อนครับถึงแม้ว่าจะเป็นประกันสุขภาพแบบเหมาจ่ายต่อปีแต่ก็ยังมีข้อจำกัดที่หลายคนถ้าไม่ดูให้ละเอียดก็อาจจะงงเพราะในส่วนของค่าห้องก็ยังจำกัดวงเงิน เช่น 2,000 ถึง 3,000 บาท ค่าหมอก็ยังจำกัดค่ารักษาบางรายการก็ยังจำกัด แต่ส่วนใหญ่ที่ไม่ค่อยจำกัดจะเป็นค่าผ่าตัดค่าหัตถการและค่ารักษาพยาบาลซึ่งรวมกันทั้งหมดนี้ก็จะคิดเป็นวงเงินต่อปีตามแผนที่กำหนด

- ยุคที่ 1.3 ยังเป็นยุคเก่าอยู่แต่มีแผนที่ให้วงเงินสูงขึ้นจากหลักล้านบาทเป็นหลัก 10,000,000 หรือถึงขั้น 100 ล้านบาทจะเป็นช่วงประมาณปี 2557 ถึง 2560 ที่แต่ละบริษัทเริ่มออกแบบประกันวงเงินเหมาจ่ายหลัก 10,000,000 มาเนื่องจากเงินเฟ้อค่ารักษาพยาบาลที่สูงขึ้น ค่าผ่าตัดค่ารักษาอะไรต่างๆของโรงพยาบาลเริ่มสูงขึ้นวงเงินแบบเดิมที่เป็นแบบเหมาจ่ายหลักล้านอาจจะไม่พอและมีข้อจำกัดเรื่องการแบ่งหมวดหมู่ย่อยที่ไม่ได้เหมาจ่ายจริงๆ ในยุคนี้หลายคนอาจจะถือแผนตัวนี้อยู่เหมือนกันใช่มั้ยครับ? แผนของเมืองไทยประกันชีวิต เช่น D Health และ Elite Health

ประกันสุขภาพยุคที่ 2

หรือยุคปัจจุบันที่หลายคนทำกันอยู่เรียกว่ายุค “New Health Standard” หลังจากมีวงเงินเหมาจ่ายหลาย 10,000,000 ออกมาประกอบกับเป็นช่วงโควิดทำให้การเคลมที่ค่อนข้างสูงขึ้นบวกกับทาง คปภ. พอเห็นว่า ประกันสุขภาพในตลาดนั้นมีค่อนข้างหลากหลายแบบและหลากหลายบริษัททำให้ลูกค้าที่ไม่มีความรู้เรื่องประกันนั้นตัดสินใจยาก ไม่สามารถเปรียบเทียบได้เพราะแต่ละแผนแต่ละบริษัทก็ต่างให้ผลประโยชน์ที่ไม่เหมือนกันไม่มีมาตรฐานเดียวกัน ไม่มีรูปแบบตารางผลประโยชน์ที่ชัดเจนที่จะมาเปรียบเทียบจึงได้มีข้อกำหนดเรื่องประกันสุขภาพแบบมาตรฐานโดยกำหนดให้ตารางผลประโยชน์ของแต่ละบริษัทต้องมี 13 หมวดที่เหมือนกัน แต่ละบริษัทจะให้วงเงินหมวดไหนมากน้อยเท่าไหร่ก็ขึ้นอยู่กับแผนที่ออกแบบมาเพื่อให้ลูกค้าสามารถเปรียบเทียบได้ง่ายขึ้นใน

นอกจากรูปแบบตารางผลประโยชน์แล้วยังมีการกำหนดเรื่องการต่ออายุกรมธรรม์ที่จะต้องการันตีการต่ออายุกรมธรรม์ให้กับลูกค้าเนื่องจากแบบประกันก่อนยุคนี้บริษัทสามารถปฏิเสธการต่ออายุได้ถึงแม้ลูกค้าจะ ตรวจเจอโรคร้ายแรงหรือการเคลมสูงถึงแม้จะไม่ได้มีประวัติการรักษามาก่อนทำให้ลูกค้าเสียผลประโยชน์เนื่องจากไม่สามารถไปทำประกันสุขภาพกับบริษัทอื่นได้แล้ว

การการันตีการต่ออายุในประกันสุขภาพแบบมาตรฐานนี้จะทำให้ลูกค้าสามารถถือประกันสุขภาพในระยะยาวได้เพื่อตัวประโยชน์ของลูกค้า แต่ถ้าหากปกปิดหรือไม่บอกความจริงกับบริษัทประกันมาก่อน ว่ามีโรคประจำตัวหรือโรคร้ายแรงที่ทำประกันไม่ได้บริษัทก็มีสิทธิ์ที่จะปฏิเสธการต่ออายุได้ มีใครถือประกันสุขภาพในรุ่นยุคนี้อยู่บ้างไหมครับ ซึ่งผมว่าเป็นประโยชน์มากๆเนื่องจากเราในฐานะผู้บริโภคได้รับการการันตีได้รับความคุ้มครองที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน แผนของเมืองไทยประกันชีวิต เช่น D Health Plus และ Elite Health Plus

ยุคที่ 3

ปัญหาของประกันสุขภาพในยุคนี้อย่างที่ทุกคนเจอคือค่าใช้จ่ายในการรักษาค่อนข้างสูงไม่ว่าจะเป็นการเจ็บป่วยเล็กๆ น้อยๆ ทำให้บริษัทประกันมีพอร์ตการเคลมที่สูง บางบริษัทมีการปรับเบี้ยลูก จึงเป็นที่มาของเบี้ยประกันสุขภาพยุคต่อไปที่จะเริ่มใช้หลังวันที่ 20 มีนาคมนั่นก็คือ copayment

ประกันสุขภาพยุคต่อไป copayment รายละเอียดเงื่อนไขผมขอแยกออกไปเป็นอีกโพสต์หนึ่งเพื่อจะได้เจาะลึกให้ชัดเจนขึ้นครับ แต่สิ่งที่อยากจะบอกทุกคนที่อยากทำประกันสุขภาพอยู่แล้วว่า รีบทำประกันสุขภาพไว้ก่อนวันที่ 20 มีนาคมดีกว่าครับเพราะ ประกันสุขภาพเบี้ยเท่าเดิมความคุ้มครองเหมือนเดิมทุกอย่างเหมือนเดิมในยุคที่สองหมดแต่มีเงื่อนไขบังคับใช้โคเพลย์เมนต์เพิ่มเข้ามาครับ

โพสต์ล่าสุด

Earning Ability = ความสามารถในการหารายได้
ประวัติศาสตร์ประกันสุขภาพ 3 ยุค ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน
สถานการณ์สังคมผู้สูงอายุในประเทศไทย
สรุป 21 ข้อคิดที่ได้จากหนังสือ “อยากรวยต้องคิดแบบที่คนรวยคิดก่อนที่เขาจะรวย”
8 เคล็ดลับนิสัยของคนรวย