เคยคิดไหมครับว่าการแต่งงาน มีครอบครัว มีลูกคือจุดเริ่มต้นที่เรามีความรับผิดชอบเพิ่มมากขึ้น ไม่ใช่ตัวคนเดียวอีกต่อไป พี่ผู้หญิง ภรรยา แม่บ้านฟังทางนี้ พี่อยู่บ้านเลี้ยงลูก แล้วสามีออกไปทำงาน หาเลี้ยงครอบครัว เป็นเสาหลักของบ้าน เคยถามสามีตัวเองกันไหมเอ่ย เค้ามีความคุ้มครองประกันชีวิตอยู่เท่าไหร่
.
.
เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยที่คิดว่าค่อยมาพูดทีหลัง มันควรคุยกันตั้งแต่วันที่เริ่มใช่ชีวิตร่วมกันแล้ว เพราะถ้าวันที่สามีพี่เค้าโชคร้าย ไม่สามารถหาเงินมาเลี้ยงครอบครัวได้ พี่เองจะต้องลำบากทำแทนสามีหมดทุกอย่าง จากที่ให้สามีออกไปทำงาน พี่จะต้องเป็นฝ่ายหาเลี้ยงครอบครัว ถ้ามีลูกด้วยยิ่งต้องลำบากเป็นสองเท่า ทั้งหาเงินเลี้ยงตัวเอง หาเงินเลี้ยงลูก มันก็เหมือนในละครเวลาพ่อพระเอก นางเอก ไม่ได้ทำพินัยกรรมไว้ให้ลูก ให้ภรรยาตัวเอง กลายเป็นคนนอกที่ไหนไม่รู้มาได้สมบัติเราแทน
จากชีวิตที่ดูสบายอาจจะกลายเป็นลำบาก ถ้าผู้นำครอบครัว (สามี) ยังไม่ได้คิดเรื่องนี้ เราก็ควรปรึกษากับเค้า พูดคุยกัน มองหาความคุ้มครอง เพราะวันที่เค้าจากไปคนที่ได้ผลประกันก็คือตัวพี่ๆเอง ครับ
.
.

สำหรับพี่ผู้ชายที่เป็นหัวหน้าครอบครัวที่มีภรรยา มีลูก เคยคิดเรื่องการทำประกันชีวิตเป็นมรดกไว้ให้คนที่เรารักไหมครับ เคยคิดไหมว่าถ้าวันนึง วันที่เราคิดไม่ถึงว่าจะเกิดอะไรโชคร้ายกับเรา วันที่เราไม่อยู่แล้ว ภรรยา ลูก จะอยู่ต่อยังไง เราเตรียมอะไรให้เค้าไว้บ้าง
.
.
วันนี้ทุกคนยังมีโอกาสเลือก ยังมีชีวิตที่ดีคงยังไม่ได้คิดถึงเรื่องพวกนี้เพราะคิดว่ามันไกลตัว เพราะคิดว่ามันเป็นเรื่องไม่ดี อย่าไปพูดถึง แต่ผมว่าเรื่องพวกนี้มันคือการวางแผนครอบครัว คือการมองระยะไกล ไม่ใช่การถามหาความตาย แม้ชีวิตเริ่มต้นครอบครัวของเราอาจจะไม่มีมีสมบัติมากมาย ไม่ได้ร่ำรวย แต่อย่าลืมว่า มรดกเราสามารถสร้างได้ ดังคำคมของ บิล เกตส์ ที่ว่า “เกิดมาจนไม่ผิด แต่ถ้าตายทั้งที่ยังจน คุณผิดแน่!”
.
.
ผมได้แนวคิดนี้ข้างบนมาจากลูกค้าว่าทำไมทำประกันแบบนี้ ทำแผนที่มีความคุ้มครองเป็นล้าน ไว้ให้ลูก พี่ผู้ชายยกผลประโยชน์ให้ภรรยาและลูก พี่ผู้หญิงก็ทำแผนทุนหนึ่งล้านไว้ให้แฟนและลูกรับผลประโยชน์เช่นกัน นี่แหละครับคือการวางแผนครอบครัวของคนที่รักกัน ตอนนี้คนที่เป็นหัวหน้าครอบครัวของคุณได้ทำแผนไหนไว้บ้างหรือยังครับ