เช็คสักนิดก่อนใช้สิทธิลดหย่อนภาษี

สวัสดีครับทุกคน เหลืออีกเพียงไม่กี่เดือนก็สิ้นปี 2563 แล้วเหมือนเพิ่งจะขึ้นปีใหม่มาไม่นาน บางคนพึ่งจะยื่นภาษีของปี 2562 ไป เผลอแป้บเดียวจะจบปีละ เราทุกคนต้องมาเตรียมตัวยื่นภาษีของปีหน้าอีกแล้ว เวลาไม่เคยรอเลยจริงๆ

บางคนวางแผนจะเริ่มออมเงินตั้งแต่ต้นปีก็ยังไม่ได้เริ่มสักที เลื่อนไปเลื่อนมาหลายเดือนจนจะสิ้นปีอีกแล้ว วันนี้ถึงเวลาแล้วหรือยังที่จะกลับมาทบทวนเป้าหมายการออมเงินที่เราตั้งไว้อีกครั้งก่อนปีนี้จะผ่านไป

มาดูกันว่าถ้าเราวางวางแผนภาษี และใช้สิทธิตามที่สรรพกรให้ นอกจากเราจะได้เริ่มต้นออมเงินแล้ว เราจะได้เงินคืนจากการใช้สิทธิลดหย่อนภาษีหรือประหยัดเงินภาษีที่จ่ายไปเท่าไหร่

ก่อนอื่นเรามาคำนวณรายได้กันก่อนครับว่ารายได้สุทธิเราเท่าไหร่ เพื่อจะได้คำนวณว่าควรออมเงินหรือใช้สิทธิลดหย่อนตัวไหนบ้าง ที่ลิ้งค์นี้ครับ www.mtl-insure.com/article/คำนวณภาษี/

เมื่อคำนวณรายได้สุทธิแล้วมาดูว่าเงินคืนที่เราจะได้เมื่อใช้สิทธิที่สรรพกรให้ เช่น กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ,ซื้อกองทุน SSF,RMF, ซื้อประกันชีวิต, ประกันสุขภาพ ฯลฯ จะได้เงินคืนภาษีหรือช่วยลดการจ่ายภาษีไปเท่าไหร่บ้าง

สมมติว่าเราใช้สิทธิลดหรือจากที่ผมเขียนไว้ข้างบนไป 20,000 บาทต่อปี มาดูว่านอกจากเราจะได้ออมเงิน หรือได้ความคุ้มครองจากประกันชีวิตแล้ว จะได้เงินคืนจากการลดหย่อนภาษีได้กี่บาท

– เงินได้สุทธิต่อปี 0-150,000 บาท
ได้รับการยกเว้นภาษี ไม่ได้เงินคืนจากภาษีเพราะรายได้สุทธิช่วงนี้นี้ไม่เสียภาษี

– เงินได้สุทธิต่อปี 150,001-300,000 บาท (อัตราภาษี 5%)
จะได้เงินภาษีคืนประมาณ 1,000 บาท

– เงินได้สุทธิต่อปี 300,001-500,000 บาท (อัตราภาษี 10%)
จะได้เงินภาษีคืนประมาณ 2,000 บาท

================

ถ้าคนที่มีรายได้เยอะขึ้นก็อาจจะต้องเลือกใช้สิทธิสูงขึ้นเพื่อให้ได้เงินคืนหรือสิทธิลดหย่อนภาษีเพิ่มขึ้น สมมติว่าซื้อกองทุนรวมเพื่อการออมหรือประกันชีวิตปีละ 35,000 บาท

– เงินได้สุทธิต่อปี 500,001-750,000 บาท (อัตราภาษี 15%)
จะได้เงินภาษีคืนประมาณ 5,250 บาท

– เงินได้สุทธิต่อปี 750,001-1,000,000 บาท (อัตราภาษี 20%)
จะได้เงินภาษีคืนประมาณ 7,000 บาท

ถ้ารายได้สูงขึ้นไปอีกเราซื้อกองทุนรวมเพื่อการออม (SSF) หรือซื้อประกันชีวิตเยอะขึ้นเพื่อเป็น 50,000 บาทต่อปี จะได้เงินคืนหรือสิทธิลดหย่อนภาษีเพิ่มขึ้น ดังนี้

– เงินได้สุทธิต่อปี 1,000,001-2,000,000 บาท (อัตราภาษี 25%)
จะได้เงินภาษีคืนประมาณ 12,500 บาท

– เงินได้สุทธิต่อปี 2,000,001-5,000,000 บาท (อัตราภาษี 30%)
จะได้เงินภาษีคืนประมาณ 15,000 บาท

– เงินได้สุทธิต่อปี 5,000,001 บาทขึ้นไป (อัตราภาษี 35%)
จะได้เงินภาษีคืนประมาณ 17,500 บาท

จากตัวอย่างการคำนวณการใช้สิทธิข้างบนคร่าวๆ ทำให้เราเห็นว่าการซื้อกองทุนประเภทต่างๆ หรือการซื้อประกันชีวิตทำให้เราได้เงินคืนตามฐานภาษีของเราค่อนข้างเยอะพอสมควร ยิ่งถ้ามีรายได้สูง อัตราภาษีสูง ก็ได้เงินคืนหลายหมื่นบาทเลยทีเดียว

สำหรับคนที่มีรายได้ยังไม่สูงมากและอัตราภาษีไม่สูง อาจจะมองว่าไม่คุ้มค่าเพราะได้เงินคืนน้อย แต่ผมอยากให้มองว่า รายได้และอัตราภาษีนั้นเป็นแค่ช่วงเริ่มต้น ในอนาคตทุกคนมีโอกาสที่ได้เงินเดือนเพิ่มขึ้น การเริ่มวางแผนออมเงินตั้งแต่วันนี้จะทำให้เราเข้าใจโครงสร้างการคำนวณภาษีเร็วขึ้นและเป็นการเริ่มต้นการออมที่ดีด้วยที่จะสร้างวินัยในการออม

================

แบบประกันสะสมทรัพย์ใช้ลดหย่อนภาษีได้แล้วยังมีเงินคืนจากแบบประกันด้วย

แบบ 1
– ใช้ลดหย่อนภาษีได้ 16 ปี
– มีเงินคืนตามีแบบประกันทุกๆ ปี
– ปีที่ 1-10 เงินคืนปีละ 2,000 บาท
– ปีที่ 11-20 เงินคืนปีละ 3,000 บาท
– ปีที่ 21-24 เงินคืนปีละ 4,000 บาท
– ปีที่ 25 เงินคืน 300,000 บาท
– ปีที 1-10 คุ้มครองเสียชีวิต 200,000
– ปีที 11-25 คุ้มครองเสียชีวิต 300,000 บาท
– เริ่มต้น 18700 บาทบาทต่อปี
https://www.mtl-insure.com/saving/super-saver-25_16/

แบบ 2
– ใช้ลดหย่อนภาษีได้ 5 ปี
– มีเงินจากแบบประกันทุกปี ตลอด 14 ปีๆ ละ 1,500 บาท
– ปีที่ 15 รับเงินก้อน 195,000 บาท
– คุ้มครองเสียชีวิต 195,000 บาท
– เพียง 38250 บาทต่อปี
https://www.mtl-insure.com/saving/extra-saving-15_5/

================

จากตัวอย่างด้านบนทำให้เห็นแต่ละช่วงรายได้สุทธิว่าเมื่อเราซื้อกองทุนหรือประกันชีวิตไม่ใช่แค่การออมเงินและการคุ้มครองชีวิตเท่านั้น แต่ยังนำไปยื่นเพื่อขอลดหย่อนภาษีได้ด้วย และเงินคืนภาษีที่จ่ายไปหรือภาษีที่จะขอลดหย่อนก็ถือว่าเป็นเงินที่เยอะพอสมควร จึงไม่อยากให้ทุกคนเสียโอกาศจากสิทธิประโยชน์ตรงนี้ ….อย่าลืม! วางแผนลดหย่อนภาษีกันนะครับ

สอบถามแบบประกันทางอินบ๊อกได้เลยครับ
โทร. 094-6155947
Line : psouou