1. อยากได้ประกันสุขภาพต้องบอกโรงพยบาล

หลายคนสงสัยว่าจะบอกโรงพยาบาลทำไมแค่อยากทราบเบี้ย แต่เดียวก่อน การทำบอกโรงพยาบาลเพราะตัวแทนจะได้ช่วยเช็คให้ว่าโรงพยาบาลที่ไปค่าห้องเท่าไหร่ เพื่อจะได้ช่วยออกแบบแผนประกันให้ เช่น เข้าโรงพยาบาล A ค่าห้อง 4,000 บาทก็จะได้เลือกแผนประกันที่พอดีหรือไม่ขาดไม่เกินกับที่ต้องจ่าย ถ้าลูกค้าไม่แจ้ง ตัวแทนก็อาจจะไม่รู้ว่าค่าห้องที่เท่าไหร่ถึงจะพอ ถ้าเสนอแผนค่าห้อง 6,000 บาทก็จะสูงไป ถ้าเสนอแผน 2,500 บาทไปก็น้อยกว่าที่โรงพยาบาลเรียกเก็บลูกค้าก็มาเสียค่าส่วนต่างเองทีหลัง
.
.
2. เบี้ยที่จ่ายไหว

บางคนอาจจะไม่ต้องต้องการวางแผนประกันให้พอดีกับค่าห้องค่ารักษา เพราะว่ามีงบจำกัด แผนที่เสนอไปอาจจะเกินงบก็ได้ เพื่อให้ได้แผนที่ตรงกับความต้องการให้แจ้งไปเลยว่าเบี้ยที่จ่ายไหวต่อปีไม่เกินเท่าไหร่ หรือต่อเดือนไม่เกินเท่าไหร่ ตัวแทนสามารถจัดแผนตามเบี้ยที่ต้องการได้แน่นอนทีนี้ก็มาดูว่าเบี้ยที่เราจ่ายไหวจะได้ค่าห้อง ค่ารักษาเท่าไหร่ พออีกไม่พอก็จะได้ปรับให้ตรงความต้องการมากขึ้น
.
.
3. ประกันที่มีอยู่แล้ว

ถ้าใครที่มีประกันอยู่แล้วอยากให้แจ้งตัวแทนไปด้วยเพราะจะได้ไม่ซื้อเพิ่ม เช่น บางคนมีประกันสุขภาพของบริษัทอยู่แล้วได้ค่าห้อง 2,000 บาท แต่เข้าไปนอนโรงพยาบาลมานะ ค่าห้องไม่พอต้องจ่ายส่วนต่างเพิ่ม ตัวแทนก็จะได้จัดแผนอื่นที่ไม่ใช่ประกันสุขภาพให้อาจจะเลือกเป็นเอ็กตร้าแคร์ที่ได้ค่าห้องกับค่ารักษาเพิ่มาซึ่งเบี้ยจะถูกกกว่าการซื้อแผนประกันสุขภาพแบบ H&S หรือได้ค่าห้องค่ารักษาเยอะมาก แต่ไม่ได้เงินค่าชดเชยก็จะได้เพิ่มแค่ส่วนนี้ให้

สำหรับคนที่ต้องการแผนประกันสะสมทรัพย์อาจจะต้องแจ้งระยะเวลาการจ่ายเบี้ย ระยะเวลาครบสัญญาหรือจำนวนเบี้ยที่จ่ายเพิ่มเพราะปัจจุบันประกันแบบออมทรัพย์มีแผนให้เลือกเยอะมากทั้งแบบจ่ายสั้น 5-10 ปี จ่ายกลาง 10-15 ปีหรือจ่ายยาวจนเกษียณ 15+ ปี

ถ้าขอแบบประกันทั้งหมดมาดูและเปรียบเทียบเองอาจจะงงได้ว่าแบบไหนคุ้มค่า แบบไหนได้ประโยชน์มากกว่า สำหรับคนที่ชอบอ่านชอบศึกษาอาจจะเป็นเรื่องดี แต่สำหรับคนที่ยังไม่มีความรู้เรื่องประกัน การได้ข้อมูลมากเยอะๆ อาจจะงงได้

การแจ้งความต้องการกับตัวแทนเพื่อให้เสนอแบบที่ตรงกับความต้องการเราน่าจะดีกว่าเพราะตัวแทนประกันชีวิตหรือที่ปรึกษาประกันชีวิตที่ดีมีหน้าที่ให้คำปรึกษาคำแนะนำลูกค้าอยู่แล้ว