แผน 5 ปีที่จะเปลี่ยนชีวิตคนไปในทางทีดีขึ้นฉบับ

วันที่ : 18 ก.ย. 2563 /

เรื่องราวของ “ลีกาซิง” จากศูนย์สู่มหาเศรษฐี

  1. ลีกาซิงเป็นคนจีน มีพ่อเป็นครูใหญ่
    ตอนเด็ก ๆ อายุประมาณ 12 ปี เกิดสงคราม ทหารญี่ปุ่นบุกจีน ทำให้เขาและครอบครัวต้องอพยพไปที่ฮ่องกง
  2. หลังจากย้ายมาอยู่ฮ่องกงได้ประมาณ 2 ปี พ่อของเขาก็เสียชีวิตด้วยโรควัณโรค
    เหตุการณ์นี้ทำให้เขาเสียใจมาก และสัญญากับพ่อว่าจะทำให้ครอบครัวมีชีวิตที่ดีขึ้นให้ได้
  3. หลังจากพ่อเสียชีวิต ลีกาซิงจึงกลายเป็นเสาหลักของครอบครัว
    เขาต้องออกจากโรงเรียนเพื่อไปทำงานรับจ้าง

เขาทำงานหนักวันละ 16–20 ชั่วโมง
จนได้รับโบนัสมากกว่าคนอื่น

แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ
แม้จะทำงานหนัก เขาก็ยังตื่นเช้ามาอ่านหนังสือทุกวัน
ตอนเย็นก็ไปเรียนเพิ่มเติม

เขามักซื้อหนังสือมือสองมาอ่าน
พออ่านจบก็เอาไปขาย เพื่อนำเงินไปซื้อเล่มใหม่ต่อ

  1. เขาเลื่อนตำแหน่งจากเด็กรับจ้าง
    ขึ้นมาเป็นผู้จัดการโรงงาน ตั้งแต่อายุยังไม่ถึง 20 ปี

และเริ่มมีความคิดว่า “อยากมีโรงงานเป็นของตัวเอง”

  1. เขาเก็บเงินได้ประมาณ 7,000 ดอลลาร์
    แล้วนำไปเปิดโรงงานพลาสติก

เพราะเขามองการณ์ไกลว่า
หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ธุรกิจพลาสติกจะมีบทบาทสำคัญ
เนื่องจากสามารถนำไปแปรรูปได้หลากหลาย

  1. เขาขยายธุรกิจด้วยการผลิต “ดอกไม้พลาสติก” ส่งออก
    จนกลายเป็นหนึ่งในบริษัทส่งออกดอกไม้พลาสติกที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย
  2. หลังจากธุรกิจพลาสติกเติบโต
    เขาก็ขยายไปสู่ธุรกิจอื่น ๆ เช่น
    อสังหาริมทรัพย์ โรงแรม ท่าเรือ และการสื่อสาร

ปัจจุบัน ธุรกิจทั้งหมดถูกส่งต่อให้ลูกชายทั้งสองคนดูแล

  1. ในช่วงที่ลูกยังเล็ก
    เขาสอนลูกให้รู้จักความลำบาก

ให้ขึ้นรถเมล์ รถไฟฟ้า ไปขายหนังสือพิมพ์
และพาไปเห็นชีวิตของคนที่ลำบากกว่า

รวมถึงถ่ายทอดแนวคิดทางการเงินที่กลายเป็นแรงบันดาลใจให้คนทั่วโลก
เรียกว่า


แผน 5 ปี ที่จะเปลี่ยนชีวิตให้ดีขึ้น

สมมติว่าเรามีรายได้ = 100%
ให้แบ่งเงินออกเป็น 5 ส่วน ดังนี้

  • 30%
  • 20%
  • 15%
  • 10%
  • 25%

เงินส่วนที่ 1 — 30%

ใช้สำหรับค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน
แนะนำให้แบ่งเป็นงบรายวัน เพื่อควบคุมการใช้เงินให้ง่ายขึ้น


เงินส่วนที่ 2 — 20%

ใช้สร้างความสัมพันธ์ เช่น

  • กินข้าวกับคนที่ช่วยสนับสนุนงาน
  • พบปะเพื่อนใหม่
  • รักษาความสัมพันธ์กับเพื่อนเก่า

เพราะ “เครือข่ายที่ดี” สร้างโอกาสใหม่ ๆ ได้เสมอ


เงินส่วนที่ 3 — 15%

ใช้พัฒนาตัวเอง เช่น

  • เรียนคอร์สเพิ่มเติม
  • ซื้อหนังสือ
  • ลงทุนกับความรู้

สิ่งนี้จะช่วยเพิ่มทักษะ และเปิดโอกาสใหม่ในอนาคต


เงินส่วนที่ 4 — 10%

ใช้สำหรับการท่องเที่ยว

เพื่อเปิดโลก และสร้างประสบการณ์ใหม่
การได้เห็นอะไรใหม่ ๆ จะช่วยเพิ่มพลังในการทำงาน
และอาจได้ไอเดียใหม่ ๆ กลับมาด้วย


เงินส่วนที่ 5 — 25%

ใช้สำหรับการลงทุน เช่น

  • ลงทุนในธุรกิจ
  • ลงทุนในสินทรัพย์ต่าง ๆ

เพื่อทำให้เงินงอกเงยในระยะยาว


สรุปแนวคิดสำคัญ

ไม่ว่าคุณจะมีรายได้เท่าไหร่
ให้แบ่งเงินออกเป็น 5 ส่วนแบบนี้เสมอ

เพราะมันคือการจัดสมดุลของชีวิตทั้ง 5 ด้าน

  • การใช้ชีวิต
  • ความสัมพันธ์
  • ความรู้
  • ประสบการณ์
  • และอนาคตทางการเงิน

ยิ่งคุณรู้จักคนมากขึ้น
พัฒนาตัวเองมากขึ้น
โอกาสในการสร้างรายได้ก็จะเพิ่มขึ้นเอง

ลีกาซิงเคยบอกไว้ว่า
ถ้าทำตามแผนนี้ต่อเนื่อง 5 ปี

ชีวิตจะเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นอย่างแน่นอน

โพสต์ล่าสุด

เริ่มต้นวางแผนการเงินด้วยการทำบัญชีรายรับรายจ่าย
เงินสำรองฉุกเฉินของมันต้องมี
วัย 20+ เริ่มต้นดี…ชีวิตไม่มีติดลบ
4 ไอเดีย ได้ภาษีคืนปีนี้ เอาไปต่อยอดลดหย่อนยังไงดี
ชวน First Jobber วางแผนการเงิน ด้วย mDesign