
สินทรัพย์ใดส่งต่อเป็นมรดกได้บ้าง
หลังจากที่เจ้าของมรดกเสียชีวิต สินทรัพย์ทั้งหมดของผู้ตายจะถูกเรียกรวมกันว่า “กองมรดก” โดยจะประกอบด้วยสินทรัพย์ สิทธิ์ที่ผูกพันกับทรัพย์ เช่น สิทธิครอบครองที่ดิน ภาระจำยอมในที่ดิน ถ้าจะกล่าวถึงสินทรัพย์ว่ามีอะไรบ้าง ที่สามารถส่งต่อเป็นมรดกได้ จะประกอบด้วย
1. สินทรัพย์สภาพคล่อง เช่น เงินสด เงินฝาก ทองคำ เป็นต้น
2. สินทรัพย์เพื่อการลงทุน เช่น ของสะสมที่มีมูลค่า ตราสารหนี้ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กองทุนรวมต่าง ๆ อสังหาริมทรัพย์ เป็นต้น
3. สินทรัพย์ส่วนตัว เช่น บ้าน คอนโด รถยนต์ รถจักรยานยนต์ ของสะสม สิ่งของทุกอย่างของเจ้าของมรดก เป็นต้น
การส่งต่อมรดกให้กับคนข้างหลัง
แบ่งออกเป็น 2 รูปแบบ คือ แบบมีพินัยกรรม และแบบไม่มีพินัยกรรม ซึ่งวิธีการรับมรดกทั้ง 2 แบบ สามารถทำได้ดังนี้
กรณีมีพินัยกรรม
กรณีที่ผู้ตายซึ่งเป็นเจ้าของมรดกได้เขียนพินัยกรรมไว้ก่อนเสียชีวิต โดยระบุชื่อของผู้รับมรดกไว้อย่างชัดเจนแล้วนั้น ผู้รับพินัยกรรม คือ บุคคลที่ผู้ตายซึ่งเป็นเจ้าของมรดกมีความต้องการยก “ทรัพย์มรดก” ทั้งหมด หรือบางส่วนให้ โดยผู้นั้นอาจจะเป็นญาติพี่น้อง บุคคลในครอบครัว หรือไม่ใช่บุคคลในครอบครัวก็ได้ และสามารถเป็นได้ทั้งบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล หากมีส่วนที่เหลือจากที่ยกให้กับผู้รับพินัยกรรม ทรัพย์มรดกนั้นจะถูกแบ่งให้กับทายาทโดยธรรมต่อไป
กรณีไม่มีพินัยกรรม
กรณีที่ไม่ได้มีการวางแผนมรดก ไม่มีพินัยกรรมที่ระบุอย่างชัดเจนว่าต้องการยกทรัพย์สมบัติทั้งหมดของเจ้าของมรดกให้ใครหลังจากเสียชีวิตแล้ว ทรัพย์มรดกจะถูกแบ่งให้ทายาทโดยธรรมตามกฎหมาย และตามลำดับขั้น โดยทายาทโดยธรรมตามกฎหมายประกอบด้วย คู่สมรสที่ได้มีการจดทะเบียนสมรส และญาติ ซึ่งจะมีลำดับการรับมรดกที่แตกต่างกัน คือ
1. ผู้สืบสันดาน
2. บิดา มารดา แต่บิดาต้องเป็นบิดาที่ชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น
3. พี่น้อง ร่วมบิดามารดาเดียวกัน
4. พี่น้อง ร่วมบิดาหรือมารดาเดียวกัน
5. ปู่ ย่า ตา ยาย
6. ลุง ป้า น้า อา
ซึ่งหลักการในการรับมรดกจะเรียงตามลำดับก่อนหลัง โดยถือว่าคู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่ เป็นทายาทที่เทียบเท่ากับทายาทลำดับที่ 2 และการรับมรดกของทายาทโดยธรรมนี้ จะถือหลักว่าญาติสนิทตัดญาติห่าง โดยที่ญาติลำดับที่ 1 และ 2 จะไม่ตัดซึ่งกันและกัน จะต้องแบ่งมรดกกันตามสัดส่วนที่กฎหมายกำหนดไว้ นั่นหมายถึง บุตร บิดา มารดา และคู่สมรส จะได้รับการแบ่งมรดกในสัดส่วนที่เท่ากัน
เมื่อเสียชีวิต สินทรัพย์ถูกส่งต่ออย่างไร
เมื่อเจ้าของมรดกเสียชีวิต หากผู้ตายมีคู่สมรสตามกฎหมาย จะต้องมีการแบ่งสินทรัพย์ซึ่งถือว่าเป็นสินสมรสให้กับคู่สมรสครึ่งหนึ่งก่อน จึงจะนำส่วนที่เหลือไปเป็นทรัพย์มรดก และคู่สมรสยังมีสิทธิได้รับทรัพย์มรดกต่อด้วย
โดยทรัพย์มรดกที่มีอยู่จะถูกส่งต่อถึงคนในครอบครัว หรือนอกครอบครัว ด้วยวิธีการ 2 รูปแบบ คือ
1. กรณีที่มีพินัยกรรม สินทรัพย์จะถูกส่งให้กับผู้รับพินัยกรรม
2. กรณีไม่มีพินัยกรรม ทรัพย์มรดกจะถูกส่งต่อให้กับทายาทโดยธรรมตามลำดับ ดังที่ให้ข้อมูลไว้ในตอนต้น
และหากเป็นกรณีที่ผู้ตายไม่มีทายาทโดยธรรม ไม่มีใครที่สามารถรับมรดกได้ ทรัพย์สินนั้นจะตกเป็นของแผ่นดิน ส่วนกรณีที่ผู้ตายมีหนี้สินมากกว่าสินทรัพย์ ทายาทจะไม่ต้องรับผิดชอบส่วนที่เกินกว่ากองมรดกที่ได้รับ
อย่างไรก็ตามการวางแผนมรดกจะต้องคำนึงถึงการวางแผนภาษีมรดกด้วย เนื่องจากทายาทที่ได้รับมรดกจะต้องเสียภาษีการรับมรดกนั้นในอัตราภาษีที่กฎหมายกำหนด คือในกรณีที่ทายาทได้รับมรดกน้อยกว่าหรือเท่ากับ 100 ล้านบาท ไม่จำเป็นต้องเสียภาษีการรับมรดก ทายาทจะต้องเสียภาษีการรับมรดกก็ต่อเมื่อได้รับมรดกเกินกว่า 100 ล้านบาท
ภาษีมรดกเกิน 100 ล้านบาท ที่ทายาทต้องเสีย จะมี 2 อัตรา คือ
1. กรณีเป็นผู้สืบสันดานหรือบุพการี จะต้องเสียภาษีมรดกในอัตรา 5%
2. กรณีเป็นญาติในลำดับอื่น ๆ จะต้องเสียภาษีมรดกในอัตรา 10%
ทั้งนี้ ในกรณีที่ทายาทได้รับมรดกจากผู้ตายหลายคน ให้นับจำนวนมรดกแยกกัน ยกตัวอย่างเช่น นาย ก. ได้รับมรดกจากบิดา 100 ล้านบาท จะได้รับการยกเว้นไม่ให้ต้องเสียภาษีมรดก ต่อมา นาย ก. ได้รับมรดกจากมารดาอีก 100 ล้านบาท นาย ก. ก็จะยังคงได้รับการยกเว้นไม่ให้ต้องเสียภาษีการรับมรดกนี้เช่นเดียวกัน จะเสียก็ต่อเมื่อได้รับเกิน 100 ล้านบาทต่อครั้งเท่านั้น
ปัญหาที่พบแม้ว่าจะมีการทำพินัยกรรม
ถึงแม้ว่าจะมีการทำพินัยกรรมในการส่งต่อมรดกก็อาจจะมีปัญหาตามมาได้ เช่น
- ผู้รับมรดกมองว่าไม่เป็นธรรมหรือพินัยกรรมปลอมและต้องการพิสูจน์หรือฟ้องร้อง เกิดปัญหาการแบ่งทรัพย์สินไม่ลงตัว ทำให้ไม่สามารถแบ่งมรดกได้ทันที อาจจะส่งผลกระทบกับการใช้ชีวิตของคนในครอบครัว เช่น ค่าใช้จ่ายต่างๆในบ้าน, ค่าใช้จ่ายธุรกิจ, ค่าเทอมของลูก ฯลฯ
- การแบ่งทรัพย์สินไม่เป็นธรรมหรือส่งต่อทรัพย์สินไม่เป็นไปตามที่ต้องการที่อยากจะให้ เช่นพ่อแม่ได้เยอะกว่าคู่สมรสหรือพี่น้องได้มรดกไม่เท่ากันอาจเกิดการฟ้องร้อง
- ใช้เวลานานในการพิสูจน์ทายาทตามกกฏหมายว่าเป็นบุคคลที่เป็นทายาทโดยธรรมตามลำดับขั้นหรือไม่หรือการแบ่งสินส่วนตัว/สินสมรส
- มีค่าใช้จ่ายและภาษี เช่นหากมีการฟ้องร้องก็จะต้องมีค่าทนายความ ค่าเดินทางต่างๆ หรือถ้ามีการรับมรดกที่มูลค่าสูงก็จะต้องมีเงินสำหรับเสียภาษีที่กดหมายกำหนด 5% หรือ 10%