กองทุนรวม คือ กองทุนที่มีการระดมเงินทุนของคนจำนวนมากๆ ที่สนใจลงทุนหรือซื้อกองทุนไปลงทุนต่อและมีผู้จัดการกองทุนคอยดูแลให้

ข้อดี
– สามารถลงทุนได้ด้วยเงินจำนวนน้อย
– สำหรับผู้ที่ไม่มีความรู้เรื่องลงทุน
– ไม่มีเวลาติดตามข่าวสารเศรษฐกิจ
– มีมืออาชีพหรือจัดการกองทุนดูแลให้
– ในหนึ่งกองกระจายการลงทุนได้หลากหลายบริษัท

ลงทุนในกองทุนรวมต้องรู้อะไรบ้าง

1. NAV
NAV คือมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน คำนวณจาก
มูลค่าทรัพย์สินสุทธิ (NAV) = มูลค่าทรัพย์สินตามราคาตลาด + ผลตอบแทน + เงินสด – ค่าใช้จ่าย

เรามักจักเห็นมูลค่าของ NAV ต่อหน่วยของแต่ละกองทุน เช่นกองทุนนี้ NAV 10.1 บาทซึ่งคำนวณมาจาก มูลค่าทรัพย์สินสุทธิ (NAV) หารด้วยจำนวนหน่วยลงทุนนั่นเองครับ

โดยค่า NAV นี้จะบอกว่ากองทุนที่เราซื้อนั้นเติบโตหรือไม่เช่น วันที่ซื้อ NAV ราคา 15 บาท/หน่วย แต่วันนี้ราคา 20 บาท/หน่วย เรียกว่าเติบโตและถ้าเราขายก็จะได้กำไร หรือ วันที่ซื้อ NAV ราคา 15 บาท/หน่วย แต่วันนี้ราคา 10 บาท/หน่วย ถ้าเราขายก็จะขาดทุน และ NAV ยังใช้เป็นราคาซื้อและราคาขายของกองทุนด้วย

2. ประเภทกองทุน
การลงทุนในกองทุนรวมมีข้อดีตรงที่สามารถกระจายการลงทุนในสินทรัพย์ได้หลากหลายประเภทเพื่อป้องกันความเสี่ยงในการขาดทุน โดยมีประเภทกองทุนดังนี้

– กองทุนตลาดเงิน (Money Market Fund) : ลงทุนในตราสารหนี้ระยะสั้นหรือเงินฝากอายุไม่เกิน 1 ปี มีความเสี่ยง/ผลตอบแทนต่ำ และมีความผันผวนของมูลค่าหน่วยลงทุนน้อย เช่น เงินฝาก, พันธบัตรรัฐบาล,ตั๋วเงินคลัง

– กองทุนรวมตราสารหนี้ (Fixed Income Fund) : กองทุนรวมที่นำเงินไปลงทุนในตราสารหนี้ มีความเสี่ยงต่ำ เช่น พันธบัตรที่ออกโดยรัฐบาลหรือหุ้นกู้ที่ออกโดยเอกชน

– กองทุนรวมตราสารทุน (Equity Fund) : กองทุนรวมที่ลงทุนในตราสารทุนเช่น หุ้นบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ มีข้อดีคือกองที่ซื้อสามารถกระจายการลงทุนได้ในหุ้นหลายบริษัท ช่วยลดความเสี่ยงได้

– กองทุนรวมผสม (Mixed Fund) : กระจายการลงทุนทั้งในตราสารหนี้และตราสารทุน ตามสัดส่วนของแต่ละกองทุน เช่นลงทุนในตราสารหนี้ 70% และลงทุนในตราสารทุน 30%

– กองทุนรวมที่ลงทุนในต่างประเทศ (Foreign Investment Fund) : กองทุนที่นำเงินลงทุนไปลงทุนในหลักทรัพย์หรือทรัพย์สินต่างประเทศหรือกองทุนในต่างประเทศ ช่วยเพิ่มโอกาสในการเติบโตของเงินและสร้างผลตอบแทนที่มากขึ้น

– กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) : กองทุนส่งเสริมการออมไว้สำหรับยามเกษียณโดยใชัสิทธิลดหย่อนภาษีได้ และมีนโยบายการลงทุนที่หลากให้เลือกเช่น ตลาดเงิน ตราสารหนี้ ตราสารทุน

– กองทุนรวมเพื่อส่งเสริมการออมระยะยาว (SSF) : กองทุนที่เน้นการออมเพื่อลดหย่อนภาษี ลงทุนในหลักทรัพย์ทุกประเภท ออกมาแทน LTF ที่ปิดไป

3. ผลตอบแทนที่ได้จากการลงทุน
การลงทุนในกองทุนรวมจะได้ผลตอบแทนจากการลงทุน 2 แบบคือ
– เงินปันผลจากการลงทุน เช่น กองทุนไหนมีกำไรการลงทุนก็จะมีการจ่ายเงินปันผลให้กับผู้ถือหน่วยลงทุน (เฉพาะกองทุนที่มีนโยบายจ่ายเงินปันผล)

– กำไรจากการขายหน่วยลงทุน เช่น ซื้อกองทุนรวมมาในวันที่ 1 ราคา 10 บาท/หน่วย วันนี้มูลค่าหน่วยลงทุนราคา 15 บาทต่อหน่วย ถ้าเราขายก็จะได้กำไรจากส่วนต่างราคา หรือถ้าวันนี้มูลค่าหน่วยลงทุนราคา 8 บาทต่อหน่วยแล้วเราขายก็จะขาดทุน

วิธีการลงทุนในกองทุนรวม
การลงทุนในกองทุนรวมสามารถซื้อ ขายกับ บลจ. ที่สนใจหรือบริษัทนายหน้าก็ได้โดยก่อนซื้อขายจะต้องทำแบบประเมินความเสี่ยงก่อนว่าเราสามารถรับความเสี่ยงได้มากน้อยแค่ไหน และที่สำคัญต้องศึกษาเอกสารการลงทุน (Fund Fact Sheet) ของแต่ละกองทุนด้วย จะได้รู่ว่ากองทุนนั้นๆ มีนโยบายการลงทุนแบบไหนบ้าง

อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญที่หลายคนสงสัยคือ และจะซื้อกองทุนตอนไหนดี จะรู้ได้ยังไงว่า ณ ขณะนั้นราคาถูกหรือแพง ควรซื้อหรือไม่ เทคนิคสำหรับคนที่จะลงทุนในกองทุนรวมคือการซื้อแบบ DCA – “Dollar Cost Averaging” หรือ การลงทุนแบบเฉลี่ยทุกๆเดือน เข้าไปอ่านรายละเอียดได้ในนี้ครับ
https://www.mtl-insure.com/artic…/dca-dollar-cost-averaging/

รวมซีรีย์บทความการลงทุน