ความคุ้มค่าของประกันโรคร้ายแรง

“หนูอยากทำประกันโรคร้ายแรงนะคะ แต่เบี้ยจ่ายไปไม่ได้คืน คิดว่าไม่คุ้ม” “อย่าคิดเรื่องกลัวไม่ได้คืนเลยครับ คิดดูว่าถ้าเป็นแล้วจะเอาเงินที่ไหนมารักษา” เบี้ยประกันชีวิตทุน 200,000 บาท โรคร้ายแรงทุน 1,000,000 บาท กรณีเสียชีวิต รวม 1,200,000 บาท เบี้ยต่อปี 8,000 บาท เป็นอะไรไป ได้ทุนชีวิต 1,200,000 บาท แม้จะเป็นเบี้ยทิ้ง หากคิดรวมๆ ต้องจ่าย 8,000 บาท 150 ปี ถึงจะเท่ากับเงิน 1,200,000 บาท คิดว่าจะอยู่ถึงไหม 150 ปี ตายปีที่ 20 จ่ายรวมๆ ก็แค่ 160,000 บาท แต่ได้ตั้ง 1,200,000 บาท มีเหตุผลอะไรที่ไม่คุ้ม ขอสรุปแบบดาร์คๆ นะครับ “ยิ่งตายเร็ว ยิ่งป่วยเร็วยิ่งคุ้ม”

ประกันชีวิต vs ประกันสังคม

สำหรับลูกค้าที่บอกว่ามีประกันสังคมอยู่แล้ว ลังเลว่าควรมีประกันสุขภาพเพิ่มไหม เพราะค่ารักษาแพงเหลือเกิน มาดูว่าประกันสังคมเบิกอะไรได้บ้าง ผมขอไม่พูดถึงการรักษาผู้ป่วยนอก เพราะค่ารักษาส่วนนี้เราสามารถรับผิดชอบเองได้สูงสุดไม่น่าเกิน 2,000 บาทต่อครั้ง สำหรับการรักษาผู้ป่วยใน รพ. เอกชน ค่าห้องวันละ 700 บาท ถือว่าน้อยมาก เพราะค่าห้องค่าอาหาร รพ เอกชน ราคาประมาณ 2,500 บาทขึ้น ถ้าอยากได้ห้องที่สะดวกสบายก็ประมาณ 4,000 ขึ้นไป (ขึ้นกับ รพ. ด้วยครับ) ค่าผ่าตัด 8,000-16,000 บาท ไม่ได้ถือว่าน่าเกลียดแต่ก็ยังถือว่าน้อยไป มีเพื่อนเคยเข้า รพ ผ่าตัดริดสีดวง หมดไปก็เกือบ 20,000 บาท และเคยอ่านเจอในกระทู้ แค่ผ่าตัดไส้ติ่งหมดเกือบ 200,000 บาท กรณีนี้หลายคนอาจจะเลือกใช้ รพ รัฐบาลได้ แต่ก็อย่างที่เห็น เพราะคิวเยอะมากและค่อนข้างรอนาน ถ้าคิดว่าเบี้ยไม่เหลือบ่ากว่าแรง การมีประกันสุขภาพก็น่าจะช่วยเรื่องค่ารักษาพยาบาลไม่ต้องควักเงินตัวเองมาจ่ายได้ครับ

ชีวิตคือการเดินทาง

ชีวิตคือการเดินทาง เราต้องอยู่กับตัวเราไปอีกนาน 50-60 ปี บาง 80 ปี บางคนโชคร้าย 20 ปีก็จากไปแล้ว เราใช้ร่างกายในการทำงานหาเงิน พาร่างกายเราออกเดินทางทุกๆวัน ถ้าเราไม่ดูแลร่างกายของเราเอง วันใดวันหนึ่งร่างกายเราไม่พร้อมทำงาน เราจะทำยังต่อไป หลายคนดูแลร่างกายเพื่อให้แข็งแรง กินอาหารที่มีประโยชน์? ออกกำลังกายสม่ำเสมอ? หลีกเลี่ยงสภาพแวดล้อมที่เสี่ยง? แต่หลายคนลืมไปว่าร่างการเราก็ต้องการความคุ้มครอง การทำประกันชีวิตประกันสุขภาพก็ถือเป็นการดูแลตัวเองอย่างหนึ่ง เพราะหากวันใดวันหนึ่งเราเจ็ขป่วยขึ้นมา อาจจะต้องรักษาต่อเนื่อง หรือมีค่าใช้จ่ายสูง วันนั้นหากไม่มีความคุ้มครองไว้ เงินไม่พอก็อาจจะได้รับการรักษาที่ไม่เต็มที่ หากมีคนค่อยดูแลก็อุ่นใจไม่ต้องควักเงินเองทั้งหมด หรือโชคก็มีเงินก้อนทิ้งไว้ให้คนที่รักให้อยู่ต่อได้อย่างไม่ลำบาก

ออมเงินไว้ลดหย่อนภาษี

หากออมเงินไว้ลดหย่อนภาษีคุณกำลังหลงทาง นึกถึงตอนเด็ก พ่อแม่สอนเราให้หยอดกระปุก ฝากเงินออมทรัพย์ ตอนนี้เราเป็นพ่อแม่ก็สอนลูกแบบนั้นต่อ เราเก็บเงินแล้วไปฝากธนาคาร ฝากออมทรัพย์ที่โรงเรียนเพราะอยากมีเงินเก็บไว้ใช้ตอนโต เราถูกสอนให้ออมเงิน ฝากเงินจนเป็นนิสัยตั้งแต่เด็กจนโต เพราะว่าสมัยนั้นดอกเบี้ยเงินฝากสูงมากเกือบ 10% แต่ตอนนี้ไม่ใช่แล้ว มันแค่ 2% สำหรับเงินฝากประจำ เราจึงนำเงินไปลงทุนอย่างอื่นเพื่อให้ชนะเงินเฟ้อ ที่ผมยกตัวอย่างมาเพื่อต้องการให้เห็นว่า เมื่อก่อนเราออมเงินมีเป้าหมายคืออยากมีเงินใช้ ไม่ใช้การลดหย่อนภาษีเป็นแรงจูงใจ แต่ตอนนี้เรามีภาษีเป็นที่ตั้งเพื่อให้ออมเงิน ถ้าไม่ได้ลดหย่อนก็ไม่จำเป็นต้องออม มันกลับกันไปหมด ลองตั้งเป้าหมายการออมเงินเพื่อมีเงินไว้ใช้ ส่วนการลดหย่อนภาษีถือว่าเป็นผลพลอยได้น่าจะดีกว่า

การออกกำลังกายก็เหมือนการออมเงิน

การออกกำลังกายก็เหมือนการออมเงิน สะสมไปทีละเล็กละน้อย วันนึงมันก็จะเห็นผล วันนี้เงินอาจจะน้อยแต่ถ้าเก็บไปเรื่อยๆ วันนึงมันก็จะเติบโต ถ้าขยันออกกำลังกายไปเรื่อยๆ วันสักวันนึงก็น่าจะมีกล้าม555 มันอยู่ที่ทัศนคติล้วนๆ ถ้าตั้งใจจะออมก็ออมได้ ถ้าตั้งใจจะไปออกกำลังกาย มันก็ทำได้

1 54 55 56 57 58