ชีวิตคือการเดินทาง

ชีวิตคือการเดินทาง เราต้องอยู่กับตัวเราไปอีกนาน 50-60 ปี บาง 80 ปี บางคนโชคร้าย 20 ปีก็จากไปแล้ว เราใช้ร่างกายในการทำงานหาเงิน พาร่างกายเราออกเดินทางทุกๆวัน ถ้าเราไม่ดูแลร่างกายของเราเอง วันใดวันหนึ่งร่างกายเราไม่พร้อมทำงาน เราจะทำยังต่อไป หลายคนดูแลร่างกายเพื่อให้แข็งแรง กินอาหารที่มีประโยชน์? ออกกำลังกายสม่ำเสมอ? หลีกเลี่ยงสภาพแวดล้อมที่เสี่ยง? แต่หลายคนลืมไปว่าร่างการเราก็ต้องการความคุ้มครอง การทำประกันชีวิตประกันสุขภาพก็ถือเป็นการดูแลตัวเองอย่างหนึ่ง เพราะหากวันใดวันหนึ่งเราเจ็ขป่วยขึ้นมา อาจจะต้องรักษาต่อเนื่อง หรือมีค่าใช้จ่ายสูง วันนั้นหากไม่มีความคุ้มครองไว้ เงินไม่พอก็อาจจะได้รับการรักษาที่ไม่เต็มที่ หากมีคนค่อยดูแลก็อุ่นใจไม่ต้องควักเงินเองทั้งหมด หรือโชคก็มีเงินก้อนทิ้งไว้ให้คนที่รักให้อยู่ต่อได้อย่างไม่ลำบาก

ออมเงินไว้ลดหย่อนภาษี

หากออมเงินไว้ลดหย่อนภาษีคุณกำลังหลงทาง นึกถึงตอนเด็ก พ่อแม่สอนเราให้หยอดกระปุก ฝากเงินออมทรัพย์ ตอนนี้เราเป็นพ่อแม่ก็สอนลูกแบบนั้นต่อ เราเก็บเงินแล้วไปฝากธนาคาร ฝากออมทรัพย์ที่โรงเรียนเพราะอยากมีเงินเก็บไว้ใช้ตอนโต เราถูกสอนให้ออมเงิน ฝากเงินจนเป็นนิสัยตั้งแต่เด็กจนโต เพราะว่าสมัยนั้นดอกเบี้ยเงินฝากสูงมากเกือบ 10% แต่ตอนนี้ไม่ใช่แล้ว มันแค่ 2% สำหรับเงินฝากประจำ เราจึงนำเงินไปลงทุนอย่างอื่นเพื่อให้ชนะเงินเฟ้อ ที่ผมยกตัวอย่างมาเพื่อต้องการให้เห็นว่า เมื่อก่อนเราออมเงินมีเป้าหมายคืออยากมีเงินใช้ ไม่ใช้การลดหย่อนภาษีเป็นแรงจูงใจ แต่ตอนนี้เรามีภาษีเป็นที่ตั้งเพื่อให้ออมเงิน ถ้าไม่ได้ลดหย่อนก็ไม่จำเป็นต้องออม มันกลับกันไปหมด ลองตั้งเป้าหมายการออมเงินเพื่อมีเงินไว้ใช้ ส่วนการลดหย่อนภาษีถือว่าเป็นผลพลอยได้น่าจะดีกว่า

การออกกำลังกายก็เหมือนการออมเงิน

การออกกำลังกายก็เหมือนการออมเงิน สะสมไปทีละเล็กละน้อย วันนึงมันก็จะเห็นผล วันนี้เงินอาจจะน้อยแต่ถ้าเก็บไปเรื่อยๆ วันนึงมันก็จะเติบโต ถ้าขยันออกกำลังกายไปเรื่อยๆ วันสักวันนึงก็น่าจะมีกล้าม555 มันอยู่ที่ทัศนคติล้วนๆ ถ้าตั้งใจจะออมก็ออมได้ ถ้าตั้งใจจะไปออกกำลังกาย มันก็ทำได้

ประสบการณ์ตรงหรือฟังคนอื่น

ประสบการณ์บางเรื่องไม่ต้องเจอด้วยตัวเอง แต่ฟังคนอื่นอาจจะดีกว่า พ่อแม่คนไหนที่ลูกยังไม่ป่วยและยังไม่มีประสบการณ์ลองถามเพื่อนที่รู้จักเพื่อนข้างบ้านที่เคยป่วยดูสิครับว่าประกันสำคัญไหม คนแรกจะบอกว่า “ตอนแรกพี่ก็คิดว่าไม่สำคัญหรอกค่ะเลย แต่ตอนนี้อยากทำโดนยกเว้นบางโรค น้องรีบทำเลยเพราะป่วยแล้วเดี๋ยวจะโดนยกเว้น” คนสองจะบอกว่า “ไม่เป็นต้องทำเลย ลูกแข็งแรง ทำไปเสียเงินป่าวๆ ไม่ได้ใช้หรอก” ประสบการณ์ทั้งสองนี้ไม่มีถูกผิด เพราะแต่ละคนก็เจอไม่เหมือนกัน อยู่ที่ว่าเราจะเลือกเชื่อใคร ถ้าเชื่อคนแรกเพราะอะไรก็เกิดขึ้นได้ ลูกเราอาจจะป่วยก็ได้ ก็ต้องรีบป้องกัน ถ้าเชื่อคนสอง ก็รอไปก่อน รอให้เจ็บป่วย ลองเสียค่ารักษาดูว่ามันโหดแค่ไหน รอมีประสบการณ์แบบคนแรกก่อน ค่อยทำประกันก็ได้ครับ แต่ประสบการณ์นี้อาาจะแพงหน่อยนะครับ

ความภูมิใจของพ่อแม่

ส่งลูกเรียนหนังสือ 20 กว่าปี พ่อแม่บางคนก็ไม่ได้มีความรู้มากมาย แต่สามารถส่งลูกเรียนจนจบได้ หวังว่าจะให้ลูกเลี้ยงดูตัวเองได้ บ้างหวังพึ่งพาลูกยามแก่ ในวันนี้วันที่เรายังมีแรงทำงานหาเงินส่งพ่อแม่ ท่านก็ยังรู้สึกภาคภูมิใจในตัวลูก แม้จะไม่ใช่เงินที่มากมาย แล้วเรายังทำอะไรทิ้งไว้ให้ท่านอีกบ้าง?? มีข่าวให้เห็นมากมาย หัวงอก หัวขาว (พ่อแม่) เผาศพหัวดำ (ลูก) อ่านแล้วยิ่งเศร้าเลี้ยงลูกมาทั้งชีวิต ส่งเรียนจนจบแต่ลูกกลับไม่ได้เลี้ยงดูพ่อแม่แถมทิ้งภาระหนี้สินไว้อีก คนเป็นลูกถ้าคิดว่าชีวิตนี้คุณตอบแทนบุญคุณพ่อแม่มากพอแล้ว ดูแลท่านอย่างดีแล้ว ก็หายห่วง แต่ถ้าชีวิตนี้ยังไม่ได่ทำอะไรเพื่อท่านเลย แล้วคุณจากท่านไปก่อน คิดว่าอะไรที่จะช่วยให้ท่านมีชีวิตดี มีความสุขแทนเราได้… มีใครคิดเหมือนผมบ้าง มันคือ “เงิน” ใช่ไหมครับ

1 46 47 48 49 50